Shutter เป็นโปรแกรมจับภาพหน้าจอตัวใหม่ เป็นโครงการที่เพิ่งเปิดได้ไม่นานนี้ ด้วยความสามารถที่เหนือกว่า Take Screenshot โปรแกรมจับภาพหน้าจอที่มากับ Ubuntu เดิม บอกได้เลยว่า ถ้าคุณได้ใช้ Shutter แล้ว คุณจะไม่สามารถใช้โปรแกรมจับภาพหน้าจอเดิมได้อีกเลย

ความสามารถ

  • เลือกจับแบบ Selection ได้ง่ายๆ เพียงแค่ใช้เมาส์ลากครอบบริเวณที่ต้องการ
  • จับหน้าต่าง สามารถเลือกได้เลย ว่าจะจับภาพหน้าต่างไหน
  • จับเป็น Section โดยจะจับตามออพเจคต่างๆ
  • และที่เด็ดสุด จับหน้าเว็บครับ แค่กรอก URL ไปว่าต้องการเว็บเพจหน้าไหน คุณก็จะได้ภาพหน้าเว็บทั้งหน้าเลย ง่ายมากๆ ไม่ต้องสกอลล์หน้าเว็บมาตัดต่อใน GIMP กันอีกต่อไป
  • Edit ภาพได้ในตัว ด้วยความสามารถในการปรับแต่งภาพพื้นฐาน เช่นขีดเขียนเล็กๆน้อยๆ หรือการเปลี่ยนสี
  • อัพโหลดได้ทันที จับภาพปุ๊บ โยนขึ้นเซิร์ฟเวอร์ของเราได้เลย หรือจะโยนขึ้นเซิร์ฟเวอร์ฝากภาพฟรีอย่าง Imageshack เลยก็ได้ ไม่ต้องเสียเวลาเซฟลงเครื่องเราก่อน

น่าเสียดายที่ยังไม่สามารถหน่วงเวลาในการจับภาพหน้าจอได้ (หรือผมตั้งค่าไม่เป็นเองไม่รู้)

การติดตั้ง
เล่าให้ฟังคร่าวๆแล้วก็ต้องมาแนะนำวิธีติดตั้งกันเสียหน่อยครับ เผื่อใครคันไม้คันมืออยากจะลอง

  • Shutter เป็นโครงการที่อยู่บน Launchpad ครับ เพราะงั้น Add key เสียหน่อย
    สั่ง wget -q http://shutter-project.org/shutter-ppa.key -O- | sudo apt-key add –
  • Add key เสร็จก็ เพิ่ม Repository ครับ
    สั่ง sudo su
    echo ‘deb http://ppa.launchpad.net/shutter/ppa/ubuntu intrepid main’ >> /etc/apt/sources.list
    exit
    ถ้าไม่ใช่ intrepid ก็แก้ค่าเอาครับ ดูชื่อได้ที่นี่ https://wiki.ubuntu.com/DevelopmentCodeNames
  • อัพเดทรายชื่อแพคเกจครับ
    สั่ง sudo apt-get update
  • เรียบร้อยแล้วก็ ติดตั้ง
    สั่ง sudo apt-get install shutter
  • ติดตั้งเรียบร้อย โปรแกรมสามารถเรียกได้ทางเมนู Applications > Accessories > Shutter ครับ

ขอให้สนุกกับภาพหน้าจอกันนะครับ

ลิงก์: http://ubuntuclub.com/node/1301

โปรแกรมคอมพิวเตอร์ถือเป็นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ตัวหนึ่งที่แพร่ ระบาดในเมืองไทย ด้วยเหตุผลที่ว่าโปรแกรมของแท้มีราคาแพงมหาศาลจนเข้าไม่ถึง ของเทียมแผ่นละร้อยจึงเป็นที่หมายตามากกว่า อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นเรื่องผิดกฎหมาย แล้วจะให้ทำยังไงในเมื่อของแท้ก็แพงเหลือเกิน
      
ปัจจุบัน มีสิ่งที่เรียกว่า Open Source อธิบายอย่างรวบรัด มันก็คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ผู้เขียนอนุญาตให้คนอื่นนำไปใช้และสามารถ พัฒนาโปรแกรมต่อได้ โดยเมื่อพัฒนาแล้วก็ต้องเปิดให้ผู้อื่นนำไปใช้และพัฒนาต่อไปได้อีกเช่นกัน ซึ่งในต่างประเทศ Open Source ได้รับความนิยมสูง ขณะที่ในไทยเอง ความนิยมก็กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในองค์กรภาครัฐ สถาบันการศึกษา และองค์กรธุรกิจ ทั้งยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
      
อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล จาก เครือข่ายพลเมืองเน็ต ผู้สนใจศึกษาเรื่อง Open Source บอกว่า Open Source เป็นทางเลือกของผู้บริโภคและทำให้เกิดการแข่งขันแม้ว่าจะไม่ได้ทำให้ราคาของ โปรแกรมถูกลิขสิทธิ์ลดลง
      
“เมื่อก่อนบางตลาดไม่มีการแข่งขันเลย เราก็เห็นว่ามีคนเทียบโปรแกรม อินเตอร์เนต เอ็กโพลเลอร์ เวอร์ชั่น 3, 4, 5 มันแทบจะไม่มีพัฒนาการเลยจนถึงเวอรชั่น 6 แต่พอมี Fire Fox ไออี 6-7 มันเพิ่มลูกเล่นมาเยอะมาก คือพอมีคนมาแข่ง มันก็เริ่มตื่นตัว เพิ่มโน้นนี่ ไออี8 เพิ่มเยอะมาก เพราะ Fire Fox เริ่มได้รับความนิยม แต่ว่าราคาวินโดว์ก็ไม่ได้ลดลง”
      
เขาบอกว่าที่ผ่านมารัฐก็มีการสนับสนุนโปรแกรม Open Source ผ่านหน่วยงานต่างๆ เพียงแต่ไม่มีความต่อเนื่องของนโยบายเท่าที่ควรอันเนื่องมาจากการเปลี่ยน แปลงทางการเมือง ถึงกระนั้น การพัฒนา Open Source ก็ยังมีต่อเนื่องจากบุคลากรด้านคอมพิวเตอร์ที่เคยอยู่กับหน่วยงานรัฐ หรือแม้แต่ผู้ใช้ทั่วไป
      
“ถ้า พูดถึงในคนคนหนึ่งที่ไม่อยากละเมิดลิขสิทธิ์คนอื่น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีกำลังที่จะซื้อของจริง ในโลกที่ไม่มี Open Source เราก็ต้องหยุดใช้ แต่ถ้าเราจำเป็นต้องใช้ คุณก็ต้องเป็นขโมย จะมีข้ออ้างว่าเราจำเป็นต้องเป็นอาชญากร เพราะไม่มีทางเลือก แต่ถ้ามีทางเลือกอย่าง Open Source ซึ่งไม่ต้องจ่ายอะไรเลย ใช้ได้ด้วย มันจึงเป็นการเปิดทางเลือก สิ่งที่สำคัญตอนนี้ไม่ใช่ว่าอยู่ที่ว่า Open Source ดีหรือไม่ดี เพราะมันได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถทำงานได้ แต่อยู่ที่ทัศนคติของผู้คนมากกว่าว่ามอง Open Source อย่างไร”

ที่มา : manager.co.th
ลิงค์ : http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000061449

ใครเคยลง Windows หลังจากลง Ubuntu ไปแล้วบ้างครับ แค่คิดก็สยองแล้ว ลง Windows หลังจาก Ubuntu เรื่องไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร แต่ก็สามารถทำเอาคุณเข้า Ubuntu ไม่ได้กันเลยเชียว

ในเทปนี้ บอยจาก Session U จะมาชวนคุณกู้ Grub โปรแกรมช่วยบูตเข้า Ubuntu เผื่อว่าคุณจะลง Windows คู่กับ Ubuntu แล้วเผอิญโดน Windows แสนรับเขียนข้อมูลทับ Grub Menu ของคุณ

ในตอนท้าย พบกับ Gparted โปรแกรมจัดการ Partition ขนาดเล็ก แต่เปี่ยมด้วยความสามารถ

พร้อมแล้วก็ รับชมกันได้

ลิงก์: ที่มา, ชมรายการ

หลังจากที่ พรบ.การกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์มีผลบังคับใช้แล้ว คำถามที่เกิดขึ้นในใจผมอยู่ตลอดคือ มันสามารถใช้ได้ไม๊ หมายถึงในระดับของคนทั่วไปนะ เพราะในกรณีที่เป็นความผิดร้ายแรง เช่น เปลี่ยนภาพหน้านายก ในเว็บไซต์ของรัฐบาล อันนี้ได้ใช้แน่นอน

สิ่งที่เหนือกว่า พรบ.นี้ใช้ได้ไม๊คือ เราจะใช้ไม๊ อย่างเช่น สมมุติว่า มีคนมาป่วนเว็บแก้ไขข้อความต่างๆในเว็บไซต์ ทีนี้ ถ้าผมจะเอาผิดกับผู้กระทำผิดคนดังกล่าว ผมจะต้องทำยังไงบ้าง

อันนี้เอาแบบไม่ละเอียดนะครับ
– ขั้นแรก เช็คว่าผู้กระทำผิดเป็นใคร โดยดูจากหมายเลข IP
– ตรวจสอบหมายเลข IP ว่ามาจากผู้ให้บริการเจ้าไหน
– ไปแจ้งความกับตำรวจเพื่อออกหมาย
– ให้ผู้ตรวจสอบ Log เข้าไปตรวจสอบยัง ISP ว่าเวลาขณะนั้น ผู้ใช้ IP หมายเลขนั้นคือใคร
– ถ้าเป็นระดับองค์กร
– กลับไปขอหมาย เพื่อตรวจสอบ Log ภายในองค์กรอีกรอบ
– แยกดูอีกว่าข้อมูลนั้นออกไปจากเครื่องหมายเลขไหน

อันนี้คือขั้นตอนคร่าวๆนะครับ ไม่รู้ว่าถ้าดำเนินการขริงขั้นตอนจะยุ่งยากแค่ไหน

นี่จึงเป็นคำถามที่ผมต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ถ้าเป็นผู้ใช้งานระดับทั่วไปจะได้ใช้งาน พรบ.ฉบับนี้ในการเอาผิดได้ไหม แต่อันนี้ก็คงขึ้นอยู่กับความเสียหายของข้อมูลครับ เพราะถ้าเป็นเรื่องเล็กน้อย เราก็คงไม่อยากจะเสียเวลาไปตามหาตัวคนผิด

      สืบเนื่องจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้ติดต่อประสานงานขอความร่วมมือกับสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (SIPA) ฝ่ายโอเพนซอร์ส เพื่อร่วมกันจัดงาน เปิดใจใช้โอเพนซอร์สในภาครัฐ ซึ่งงานจัดขึ้นวันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม 2551 เวลา 09.00 – 15.30 น. ณ.ห้องประชุม 30410 ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ นนทบุรี โดยในงานมีผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานราชการเข้าร่วมฟังการสัมนาในครั้งนี้มากมาย ซึ่งทางทีมงาน thaiopensource ได้ติดต่อประสานงานเพื่อขอแบบสอบถามที่ได้จากงานนี้กับทางสำนักลิขสิทธิ์ ของกระทรวงพาณิชย์ ได้ข้อมูลแบบสอบถามจำนวน 74 ชุด โดยสามารถสรุปผลจากแบบสอบถามได้ดังนี้

ข้อที่ 1 ท่านมีความรู้เกี่ยวกับ Open Source Software ก่อนการสัมมนา

      คำถามแรกเลยนั้นเป็นคำถามเกี่ยวกับการวัดว่าเจ้าหน้าที่ในภาครัฐนั้นมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Opensource มากขนาดไหน ก็พบว่าผลที่ออกมาเป็นไปตามความคาดคิดนั่นคือมีความรู้ความเข้าใจน้อยถึง 45% นำมาเป็นอันดับหนึ่ง และตามมาด้วยมีความรู้ความเข้าใจในระดับปานกลาง 42% ส่วนมีความรู้ความเข้าใจอย่างมาก 8% และไม่รู้จัก Opensource เลย 5% สำหรับ 5% นั้นคงจะได้มีความรู้ความเข้าใจเรื่อง Opensource จากงานสัมนาครั้งนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับผม
 

ข้อที่ 2 ท่านมีความรู้เกี่ยวกับ Open Source Software หลังการสัมมนา

    จากคำถามข้อสองทำให้เราได้ทราบว่าหน่วยงานภาครัฐมีความรู้ความเข้าใจหลังสัมนาในเรื่อง Opensource ปานกลางเท่านั้นโดยเมื่อวัดเป็นเปอร์เซนต์ก่อนสัมนาจะเห็นได้ว่าขั้นตอนการส่งเสริมหรือกระตุ้นภาครัฐนั้นมีผลเหมือนกัน โดยประมาณสัดส่วนของผู้ที่รู้จัก Opensource มีถึง 39% และปานกลาง 59% ซึ่งต่างกันประมาณ 20% ส่วนพวกที่ไม่รู้จัก Opensource หรือรู้จักน้อยมีเพียง 1% เท่านั้น

ข้อที่ 3 ท่านจะนำ Open Source Software ไปใช้ในองค์กรหรือไม่

     สำหรับข้อสามนั้นเป็นเรื่องที่น่าดีใจเป็นอย่างมากที่หน่วยงานภาครัฐของเรามีการนำเอา Open Source Software ไปใช้กันในหน่วยงานเป็นเปอร์เซนต์สูงมากเลยทีเดียว คือมีหน่วยงานที่นำเอา Open Source Software ไปใช้สูงถึง 86% และหน่วยงานที่ยังไม่ใช้มีเพียง 14% เท่านั้น (เดียวตอนท้ายผมจะสรุปว่าทำไมเขาถึงไม่ใช้กันให้ฟัง) แต่สำหรับคำถามข้อนี้ผมก็ขอขอบคุณหน่วยงานที่นำ Open Source Software ไปใช้ในองค์กรทำให้ประเทศชาติประหยัดงบประมาณในการซื้อ Software จากต่างประเทศได้เป็นอย่างมาก

ข้อที่ 4 ท่านใช้ Open Office ในองค์อยู่แล้วหรือไม่

    คำถามข้อสุดท้ายทำให้ผู้เขียนไม่ค่อยประทับใจกับสัดส่วนของการใช้งาน Openoffice ในหน่วยงานภาครัฐเท่าไหร่โดยคิดเป็นร้อยละ 65% ที่ไม่ใช้ และหน่วยงานที่ใช้ร้อยละ 35% ถือเป็นสัดส่วนที่ทางหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐต้องทำการผลักดัน Opensource ให้มากยิ่ง ๆ ขึ้น เพราะว่ายิ่งผลักดันเท่าไหร่ยิ่งช่วยชาติประหยัดเงินได้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น

– สำหรับหัวข้อต่อไปเป็นการสรุปเหตุผลที่ใช้ Opensource Software หรือไม่ใช้ Opensource Software ในหน่วยงาน
    – เหตุผลที่ใช้ Opensource Software
         – ประหยัดและสอดคล้องกับนโยบายรัฐ
         – อยากทดลองใช้งาน
         – ลดการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟแวร์ และถูกกฎหมาย        
         – ถูกบังคับให้ใช้
         – นำมาพัฒนาต่อยอดได้ และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับองค์กร
    – เหตุผลที่ไม่ใช้ Opensource Software
         – ปัจจุบันใช้ไมโครซอฟออฟฟิต ทำให้กลัวการเปลี่ยนแปลงที่จะใช้งาน Open Source
         – ยังไม่พร้อมที่จะนำไปใช้เพราะมีปัญหาขัดข้องกับนโยบายของผู้บังคับบัญชา
         – เจ้าหน้าที่ยังยึดติดกับ Software ที่ใช้อยู่เดิม
         – ขาดการผลัดดันให้มีการใช้งานอย่างกว้างขาวจากภาครัฐ
         – หน่วยงานไม่ได้สนับสนุนอย่างเต็มที่ไม่มีการส่งเสริมจากหน่วยงาน
         – มี Function การทำงานไม่ตรงตามความต้อง
         – ยังไม่มีนโยบายการใช้งานจาก CIO หน่วย

– สำหรับข้อเสนอแนะอื่น ๆ สรุปไดดังนี้
         – อยากให้หน่วยงานของรัฐอบรมการใช้ Open Source Software อย่างจริงจังและให้กำหนดเป็นนโยบาย
           เกี่ยวกับการใช้ Software ในภาครัฐที่ถูกต้องตามลิขสิทธิ์
         – อยากให้ภาครัฐเป็นผู้นำในการผลักดัน และกำหนดนโยบาย
         – หน่วยงานราชการทหารควรผลักดันให้มีความตื่นตัวในเรื่องนี้เยอะ ๆ
         – ควรกำหนดนโยบายจากรัฐบาล/กระทรวง/กรม ให้มีการใช้งาน Open Source Software กันอย่าง
           จริงจังโดยให้มีการกำหนดกลยุทธและวางแผนที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม และควรผลักดันในสถานศึกษาก่อน
         – ควรส่งเสริมการใช้งาน Open Source และผลักดันเข้าไปอย่างสถานศึกษาต่าง ๆ เพื่อให้เด็กมีความรู้
           มากยิ่งขึ้น และทำเป็นกำลังในการเผยแพร่ Open Source ให้กระจายไปอย่างรวดเร็ว
         – ถ้าจะให้มีผลอย่างรวดเร็วความบังคับออกเป็นกฎหมาย
         – ควรพัฒนาบุคคลากรทางด้าน Open Source ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นกำลังสำคัญต่อไป
         – ควรมีการจัดหลักสูตร e-learning ชุด Open Office Online ที่สามารถเข้าไปเรียนฟรีได้ โดยให้
           บริการผ่านสำนักงาน กพ. เพื่อให้หน่วยราชการสามารถเรียนรู้การใช้งานได้
         – ควรให้มีการจัดอบรมทุกหน่วยงาน กรมเพื่อขยายฐานผู้ใช้ Open Source Software ในวงกว้างขึ้น
         – มีการกำหนดนโยบายให้ Open Source Software เป็นวาระแห่งชาติ
         – ควรจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ทางวิทยุ โทรทัศน์ ในเรื่อง Open Source Software ให้มีมากขึ้น
         – ควรให้มีการจัดประกวดแข่งขันการเขียนโปรแกรม Open Source ในระดับสถานศึกษาหน่วยราชการ
           เพื่อพัฒนาบุคคลากรทางด้าน Open Source ให้มากยิ่งขึ้น
         – ควรเปิดเว็ปไซต์ให้ความรู้เกี่ยวกับ Open Source Software เพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนความรู้
           ความคิดเห็นด้าน Open Source Software ของคนไทย
         – สถานที่มีความคับแคบห้องเต็มไม่มีที่นั่งควรจัดหาสถานที่ให้เพียงพอกว่านี้
         – ควรทำ Active Multimedia Training Disc แล้วแจกจ่ายไปตามหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ

    สำหรับบทสรุปนี้ก็คงพอเป็นเครื่องกระตุ้นให้หน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบว่าเราจะเดินหน้าขับเคลื่อนโอเพนซอร์สให้ใช้งานกับภาครัฐเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและผลอีกหลาย ๆ อย่างจะตามมาทั้งทางตรงและทางอ้อม สุดท้ายผมก็ขอฝากให้ท่านผู้เกี่ยวข้อทั้งหลายรวมถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลช่วยกันผลักดันส่งเสริมอย่างจริงจังและจริงใจกันหน่อย เพื่อประเทศชาติจะได้ประหยัดงบประมาณปีละหลายหมื่นล้านบาทและพนักงานทุกคนในองค์กรทำงานด้วยความสบายใจเนื่องจากทำตัวถูกต้องตามกฎหมายไม่ได้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาหรือละเมิดลิขสิทธิ์ใคร

หมายเหตุ สำหรับท่านที่ต้องการอ่านเอกสารรวมถึงสรุปรายชื่อผู้เขาสัมนาสามารถ Download PDF ไฟล์ได้ ที่นี่

เนื่องด้วยเดือนนี้จะมีการจัดงาน Software Freedom Day ก็เลยจะเอามาเล่าให้ฟังกันนิดนึงครับ ว่าไอ้เจ้า Software Freedom Day นี้มันคืออะไรกัน ก็ Software Freedom Day เป็นชื่อของงานกิจกรรมส่งเสริมการใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ที่เขาจะจัดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก โดยเว็บไซต์หลักของโครงการจะอยู่ที่ softwarefreedomday.org

ตัวกิจกรรมเขาจะจัดขึ้นกัน ปีละ 1ครั้ง โดยจะกำหนดวัน โดยมากจะเป็นวันเสาร์ในช่วงกลางๆเดือน กันยายน ของทุกปี และจะจัดขึ้นพร้อมกันในทุกๆประเทศ ซึ่งในแต่ละครั้ง ประเทศต่างๆที่เป็นผู้จัดงานก็จะแข่งกันเพื่อเป็นที่หนึ่ง เพราะในตัวโครงการเขามีการจัดอันดับด้วย ถือเป็นสีสันหนึ่งของเหล่าผู้จัดงานครับ

ส่วนในปีนี้ งาน Software Freedom Day จะจัดขึ้นในวันที่ 20 กันยาที่จะถึงนี้ทั่วโลกครับ ส่วนของทีมกรุงเทพเราจะเลื่อนออกไปนิดนึงครับ ซึ่งเราจะไปจัดกันที่ Central ลาดพร้าว ชั้น 4 ในวันที่ 24 – 25 กันยาครับ

สำหรับ Software Freedom Day ของกรุงเทพเราปีนี้ ใครอยากสีส่วนร่วมสามารถพูดคุยกันได้ที่ groupmail ของ ubuntuclub และ blognone ครับ

จั่วหัวเรื่องไว้แบบนี้รับรองได้ว่าจะต้องมีทั้งแฟนเก่าและแฟนใหม่ของลีนุกซ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก (ตอนนี้) เข้ามาอ่านกันแน่ๆ ก่อนอื่นก็ต้องขอบอกกันเอาไว้เลยว่าสำหรับบรรดาแฟนพันธุ์แท้ Ubuntu ทั้งหลายที่รู้จักมันดีอยู่แล้วไม่ต้องอ่านก็ได้ เพราะว่ามันอาจจะทำให้คุณรู้สึกเบื่อว่าเอาเรื่องอะไรมาเขียนเนี้ย ถ้าคุณเกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาก็ช่วยไม่ได้ (เราเตือนคุณแล้ว) สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้รู้จักเราเชื่อว่ามันจะทำให้คุณได้รู้จัก Ubuntu มากขึ้นอย่างแน่นอน

คงไม่ต้องมาบอกเล่ากันให้เสียเวลาว่า Ubuntu นั้นเป็นลีนุกซ์ตัวหนึ่ง (หรือจะเรียกเต็มๆ ว่า ดิสตริบิวชั่น หรืออยากจะเรียกสั้นๆ ว่า ดิสโทร ให้ดูเท่ห์ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด) หรือจะเรียกแบบลูกทุ่งๆ ว่ายี่ห้อ ก็สุดแล้วแต่จะสะดวก มีบทความมากมายที่เขียนถึงความสามารถในการใช้งานและความง่ายกลายเป็นหัวใจหลักสำคัญของลีนุกซ์ตัวนี้ และถ้าจะเรียกให้ถูก Ubuntu เป็นลีนุกซ์ที่เหมาะสมกับโลกของไฮสปีดอินเทอร์เน็ตอย่างแท้จริง เพราะไม่ว่าคุณต้องการติดตั้งอะไรเพิ่มเติมก็สั่งงานผ่านอินเทอร์เน็ตลูกเดียว เลือกแล้วนั่งรอ จากนั้นทุกอย่างก็จะมาอยู่ในเครื่องของคุณพร้อมกับการจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ที่เหมาะสม เอาสั้นๆ เท่านี้ก่อน

นอกจากเรื่องของความง่ายในการใช้งานแล้ว  Ubuntu ยังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการโอเพนซอร์สด้วยการประกาศจะทำการออกเวอร์ชั่นใหม่ทุกๆ 6 เดือน (จากเดิมที่วงการโอเพนซอร์สรู้กันดีว่าเป็นศิลปินชนิดที่เรียกว่าเสร็จเมื่อไรเดี๋ยวบอกเอง) ซึ่งตอนนี้ดิวไปตกอยู่ที่ทุกเดือนเมษายนและตุลาคมของทุกปีจะมี Ubuntu เวอร์ชั่นใหม่ออกมาให้พวกเราดาวน์โหลดกัน นั่นเป็นที่มาของตัวเลขเวอร์ชั่น อธิยายเพิ่มได้ว่าเวอร์ชั่นที่ออกไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาซึ่งก็คือปี 2008 จะได้เวอร์ชั่น Ubuntu 8.04 ซึ่งมาจากการนำเอาเลขท้ายของปี 2008 ก็จะได้เลข "8" แล้วก็เอาเลขของเดือนเมษายนซึ่งเป็นเดือนที่ 4 ของปีมาเติมศูนย์เข้าไปข้างหน้าก็จะได้ "04" แล้วคั่นกลางด้วย "." ก็จะได้หมายเลขเวอร์ชั่นออกมาอย่างที่เห็น ดังนั้นหมายเลขเวอร์ชั่นต่อไปที่กำลังจะออกภายในไม่กี่สัปดาห์นี้ซึ่งออกในเดือนตุลาคมปี 2008 ก็คือ Ubuntu 8.10

บางคนอ่านแล้วไม่เชื่อก็ไปทำการค้นหาต่อว่าแล้วทำไมในปี 2006 ถึงมีการออกเวอร์ชั่น 6.06 ออกมา งานนี้บอกได้คำเดียวครับว่าเวอร์ชั่นนี้ออกช้าครับ แทนที่จะออกได้ในเดือนเมษายนกลับเลื่อนออกไปถึงเดือนมิถุนายน อย่าซีเรียสครับของมันเกิดขึ้นมาได้ด้วยปัจจัยแวดล้อมหลายๆ อย่าง และถ้าคุณไปหาข้อมูลเพิ่มอีกก็จะพบว่าบางเวอร์ชั่นมีคำว่า LTS ต่อท้าย มันคืออะไร ตัวเต็มของคำนี้ก็คือ Long Term Support ซึ่งมีความหมายรวมๆ ว่าถ้ามีตัวนี้ต่อท้ายมันจะทำให้คุณมั่นใจได้ว่าจะมีการอัพเดทส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน นั่นคือสำหรับรุ่นเดสก์ทอปใช้ไปนาน 3 ปีเต็ม ส่วนในรุ่นเซิร์ฟเวอร์ก็ลากยาวไปถึง 5 ปี และระหว่างที่อยู่ในระยะเวลาดังกล่าวก็จะมีการออก patch มาอย่างต่อเนื่องหากมีการเปลี่ยนแปลงครั้งกลางๆ คือไม่ใหญ่มาก เทียบได้กับการออก service pack ของทางไมโครซอฟท์ เราก็จะเห็น Ubuntu เวอร์ชั่นแปลกๆ ที่มีเลขต่อท้ายมาอีกหนึ่งตัว อย่างเช่น 6.06.2 หรือไม่ก็ 8.04.1 ก็ให้เข้าใจง่ายๆ ว่ามันคือเวอร์ชั่นที่ได้รวมเอาการอัพเดทต่างๆ เข้าไปให้แล้ว เผื่อว่าเวลาติดตั้งจะได้ไม่ต้องอัพเดทอะไรเพิ่มอีกนั่นเอง คราวนี้คุณก็มีความรู้พอที่จะเลือก Ubuntu ที่เหมาะกับตัวเองได้แล้ว

และเพื่อให้การใช้งาน Ubuntu สนุกมากขึ้นไปอีกทุกเวอร์ชั่นที่มีตัวเลขบอกอยู่แล้ว จะมีการตั้งชื่อที่มักจะเอาชื่อสัตว์ (ที่เราไม่ค่อยรู้จัก) ใครอยากรู้ว่าแต่ละตัวหน้าตาเป็นยังไงบ้างก็ลองหาดูเอาเองเชื่อว่าไม่ยากเกินพยายาม มาดูกันดีว่าว่าตั้งแต่เวอร์ชั่นที่ใช้ตัวเลขและชื่อคู่กันนี้มีชื่ออะไรกันบ้างแล้ว จะได้เรียกกันได้ถูก

* 4.10 "Warty Warthog" (เริ่มนำระบบตัวเลขปีกับเดือนมาใช้)
* 5.04 "Hoary Hedgehog"
* 5.10 "Breezy Badger"
* 6.06 LTS "Dapper Drake" (รุ่นแรกของการนำเอา LTS มาใช้งาน)
* 6.10 "Edgy Eft"
* 7.04 "Feisty Fawn"
* 7.10 "Gutsy Gibbon"
* 8.04 LTS "Hardy Heron" (เวอร์ชั่นที่พร้อมใช้อยู่ตอนนี้ เป็น LTS ไปเรียบร้อยแล้ว)
* 8.10 "Intrepid Ibex" (ใกล้คลอดเต็มทีแล้ว ตอนเขียนอยู่นี่เป็นรุ่น Alpha)
* 9.04 "Jaunty Jackalope"

     ทัพโน้ตบุ๊กราคาถูกๆ ออกมาโชว์ตัวเรียกความสนใจกันหลายเจ้า พวกนี้ล้วนอาศัยระบบปฏิบัติการลีนุกซ์เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้ถูกลงไปอีก ต่างสายพันธุ์กันไป สายพันธุ์ที่น่าสนใจเห็นจะเป็น Linpus Linux Lite ซึ่ง 2 ยี่ห้อใช้เหมือนกัน และสร้างความโดดเด่นให้กับงานทั้งคู่ หนึ่งนั้นคือ Aspire One จากค่ายเอเซอร์ ซึ่งอาจจะเพราะรูปลักษณ์ของเครื่อง ยี่ห้อ และการตลาด ในราคา 14,900 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

     ส่วนอีกยี่ห้อคือ MSI Wind U100 นี่ก็ใช้ Linpus เหมือนกัน ราคาแพงกว่าของ เอเซอร์ 99 บาท เป็นราคาจองทั้งคู่เพราะของยังไม่มา ดูจากสเป็กฮาร์ดแวร์แล้ว MSI Wind เหนือกว่าอยู่หลายส่วน ก็คงเสียเปรียบกันที่ยี่ห้อซึ่งคนไทยทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก

     คำถามที่ถามกันค่อนข้างมากยิ่งกว่า ก็คือ Linpus Linux Lite นี่เป็นใครมาจากไหน ขออนุญาตนำข้อมูลมาขยายความให้เป็นที่รู้จักกันอีกสักหน่อย แม้จะยังไม่เคยทดสอบจากของจริงก็ตาม

    วันนี้ผมจะพามารู้จักกับ Linpus Linux เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Fedora Linux ด้วยวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์ โดยบริษัท Linpus Technology แห่งไต้หวันที่ เชี่ยวชาญลีนุกซ์โดยเฉพาะ พัฒนามันไปใช้กับแทบจะทุกเซ็กเตอร์ของคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์, เดสก์ทอป, แล็ปทอป ตลอดจนในตลาดเอ็มเบด และแฮนด์เฮลด์ทั้งหลาย ตลอดจน Linpus Linux Media Center ที่พัฒนาไว้ครบครันสำหรับมัลติมีเดียบนลีนุกซ์

     เริ่มพัฒนาลีนุกซ์ภาษาจีนออกมาลุยตั้งแต่ปี 2542 โน่น สร้างชื่อเสียงในการพัฒนาลีนุกซ์มาต่อเนื่อง จนกระทั่งปีที่แล้วเริ่มส่งลีนุกซ์สำหรับพีซีราคาถูกออกมาสู่ตลาดโลก โดยตลาดใหญ่ที่สุดของ Linpus อยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน และตามมาด้วยไลต์เวอร์ชั่นสำหรับ โน้ตบุ๊กราคาถูกที่ไม่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์สูงมาก

     เท่าที่เห็นนอกจากจุดเด่นให้ใช้งานได้ง่ายด้วยพื้นที่จำกัดของหน้าจอ ซึ่งโน้ตบุ๊ก ราคาถูกหรือเน็ตบุ๊กทั้งหลายต่างก็เน้นด้วยกันทั้งนั้น Linpus Linux Lite ยังเด่นอีกจุดก็คือการทำให้ส่วนติดต่อผู้ใช้งานมีสองโหมดด้วยกัน นั่นคือโหมดใช้งานง่ายที่คล้ายๆ กับสายพันธุ์อื่น นั่นคือการนำไอคอนของโปรแกรมใช้งานที่จำเป็นทั้งหมดมาเรียงกันอยู่บนหน้าจอ ให้เลือกคลิกเรียกใช้ได้ทันที

     กับโหมดแอดวานซ์สำหรับผู้ใช้งานในระดับที่มีความรู้ หรือชำนาญการใช้งานอยู่พอสมควร ในโหมดหลังนี้บนหน้าจอก็จะคล้ายกับที่เราคุ้นเคยกันอยู่ทั่วๆ ไป เรียกใช้โปรแกรมจากการคลิกเมนูที่เก็บไว้ ทำให้หน้าจอโล่งขึ้น

     ในแง่ของประสบการณ์ยาวนานและความเชี่ยวชาญลีนุกซ์ของ Linpus Technology จึงน่าจะรับประกันได้ชั้นหนึ่งแล้วว่า คอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการไม่ใช่ “เครื่องอะไรก็ไม่รู้” ทว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่พัฒนามานานให้พร้อมผู้ใช้งานและใช้งานง่ายที่สุด สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการของราคาถูกคุณภาพดี

วีซ่าประกาศแผนเตรียมเปิดบริการชำระเงินผ่านเครือข่ายไร้สายสำหรับผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาในปลายปีนี้โดยการพัฒนาแอพลิเคชั่นบนเครือข่ายไร้สายสำหรับแพลตฟอร์มแอนดรอยด์ซึ่งจะสามารถดาวน์โหลดสู่โทรศัพท์มือถือที่ใช้แพลตฟอร์มแอนดรอยด์ และจะประเดิมให้บริการแก่ผู้ถือบัตร “เชสวีซ่า” เป็นรายแรก

บริการกลุ่มแรก ๆ ที่วีซ่าเตรียมพัฒนาขึ้นสำหรับแอนดรอยด์จะอำนวยความสะดวกยิ่งขึ้นแก่ผู้ถือบัตรเชสวีซ่าโดยได้รับแจ้งข้อมูลการทำรายการต่าง ๆ ทางบัญชีวีซ่าผ่านโทรศัพท์มือถือ ได้รับข้อเสนอพิเศษจากร้านค้าต่าง ๆ และสามารถใช้เทคโนโลยีแสดงตำแหน่งที่อยู่ซึ่งพัฒนาโดยกูเกิ้ลในการตรวจสอบว่ามีร้านค้าใดที่มีโปรโมชั่นพิเศษและระบุตำแหน่งเครื่องเอทีเอ็มที่รับบัตรวีซ่าในพื้นที่ใกล้เคียง

ในช่วงเปิดตัวโครงการ บริการผ่านเครือข่ายไร้สายของวีซ่าจะนำมาใช้กับบัตรเชสวีซ่าเป็นรายแรก โดยวีซ่ามีแผนที่จะขยายการบริการดังกล่าวสู่ผู้ถือบัตรวีซ่าของสถาบันการเงินอื่น ๆ ในระยะต่อไป นอกจากนั้น วีซ่ายังเตรียมพัฒนาแอพลิเคชั่นการชำระเงินที่ให้ผู้บริโภคที่มีบัญชีกับวีซ่าสามารถชำระเงินในร้านค้าต่าง ๆ ทั่วประเทศผ่านเครือข่ายไร้สาย โดยไม่จำกัดว่าจะอยู่ที่ไหน

เอลิซาเบธ บิวซ์ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ วีซ่า อิงค์ กล่าวว่า “การพัฒนาบริการผ่านเครือข่ายไร้สายสำหรับแพลตฟอร์มแอนดรอยด์นับเป็นก้าวสำคัญของวีซ่าในการรวมเอาสองนวัตกรรมที่มีบทบาทสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต ประจำวันของผู้บริโภค คือ ระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีไร้สายเข้าด้วยกัน ซึ่งโครงการนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาสามารถดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นบริการเครือข่ายไร้สายของวีซ่าสู่โทรศัพท์มือถือเป็นครั้งแรก ปัจจุบัน ผู้ถือบัตรวีซ่าไม่ได้คาดหวังเพียงความสะดวกและความปลอดภัยในการชำระเงินเท่านั้น แต่ยังต้องการให้อุปกรณ์สื่อสารของตนสามารถใช้งานในแอพลิเคชั่นที่หลากหลายมากขึ้น การขยายบริการด้านชำระเงินของวีซ่าสู่เครือข่ายโทรศัพท์มือถือเป็นแนวโน้มที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้ความสะดวก ปลอดภัย และพึงพอใจมากยิ่งขึ้นในการชำระเงินของผู้บริโภค”

ในฐานะผู้นำในธุรกิจ ทั้งเจ. พี. มอร์แกน และวีซ่าต่างมีความมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคด้วยบริการที่ให้ความสะดวกสบาย และใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์มือถือได้อย่างเต็มที่ยิ่งขึ้น

สามบริการทรงประสิทธิภาพ
แอพลิเคชั่นเครือข่ายไร้สายของวีซ่าซึ่งพัฒนาขึ้นสำหรับแพลตฟอร์มแอนดรอยด์ในระยะแรกจะให้บริการหลักสามอย่างเพื่อชีวิตที่สะดวกสบาย บริหารจัดการบัญชีวีซ่าได้ดียิ่งขึ้น และยังได้รับข้อเสนอพิเศษจากร้านค้าต่าง ๆ ผู้บริโภคสามารถสมัครขอใช้บริการผ่านเครือข่ายไร้สายวีซ่าผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งให้ความสะดวกและเป็นส่วนตัวสูงสุด เพราะสามารถเลือกใช้ทั้งสามบริการหรือเลือกเฉพาะบริการที่ต้องการ และสามารถบอกเลิกการใช้บริการได้ทุกเมื่อตามต้องการ

บริการข้อความแจ้ง ผู้บริโภคจะได้รับข้อความแจ้งยืนยันการทำรายการซื้อสินค้าทางโทรศัพท์มือถือ โดยสามารถกำหนดประเภทการแจ้งตามที่กำหนดไว้ล่วงหน้าได้ เช่นขนาดของการทำรายการ หรือแจ้งว่ารายการซื้อนั้นชำระด้วยเงินสกุลต่างประเทศ เนื่องจากการแจ้งจะเกิดขึ้นเมื่อมีการทำรายการผ่านเครือข่ายวีซ่า ผู้บริโภคจะได้รับการแจ้งแทบจะทันทีที่ทำรายการเสร็จ และก่อนออกจากร้านค้านั้น ๆ บริการนี้จึงเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้บริการจากวีซา และยังเป็นวิธีป้องกันการถูกแอบใช้บัตรเครดิตได้อีกด้วย

ข้อเสนอพิเศษ ผู้บริโภคจะได้รับแจ้งข้อเสนอพิเศษจากร้านค้าต่าง ๆ โดยตรงผ่านโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด หรือโปรโมชั่นต่าง ๆ ซึ่งบริการนี้เป็นประโยชน์ทั้งสำหรับร้านค้าและตัวผู้บริโภค เพราะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับทราบข้อมูลในเวลาที่เหมาะสมและทันท่วงที จึงเป็นการช่วยกระตุ้นยอดขายของร้านค้า ช่วยให้ร้านค้าสามารถสร้างความพึงพอใจและดึงดูดผู้บริโภคกลับมาซื้อสินค้าอีกได้ 

บริการระบุตำแหน่ง บริการนี้จะทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยกูเกิ้ล เช่น กูเกิ้ลแม็พ และบริการระบุที่ตั้งของกูเกิ้ล เพื่อให้ข้อมูลที่ตั้งของร้านค้าที่มีข้อเสนอพิเศษแก่ผู้บริโภค หรือตู้เอทีเอ็มที่รับบัตรวีซ่า โดยแสดงในรูปแบบแผนที่บนหน้าจออุปกรณ์สื่อสาร

"เรามีความยินดีในการขยายบริการสู่ช่องทางเครือข่ายไร้สาย ปัจจุบันนี้มีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือกว่า 3,000 ล้านเครื่องทั่วโลก ซึ่งนับเป็นช่องทางและโอกาสที่ดีสำหรับวีซ่าในการเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยของบริการแก่ผู้บริโภคทั่วโลก" บิวซ์กล่าว

การริเริ่มบริการผ่านเครือข่ายไร้สายของวีซ่า
กลยุทธ์ของวีซ่าในการพัฒนาบริการชำระเงินผ่านเครือข่ายไร้สายคือต้องให้ระบบมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อสามารถให้บริการและประโยชน์ต่าง ๆ ทั้งสำหรับผู้บริโภค ร้านค้าและผู้ออกบัตรที่อยู่ในเครือข่ายของวีซ่าทั่วโลกได้ ช่วงเวลากว่าสองปีที่ผ่านมา วีซ่าได้ร่วมมืออย่างจริงจังกับสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สาย ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ ตลอดจนผู้พัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อทำการพัฒนาและทดสอบบริการทางเครือข่ายไร้สายใหม่ ๆ โดยขณะนี้ วีซ่ากำลังทดสอบบริการชำระเงิน โอนเงิน และบริการพิเศษต่าง ๆ ผ่านเครือข่ายไร้สายกับผู้บริโภคในออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี เกาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

การลงทุนของวีซ่าในเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายเกิดขึ้นเป็นผลสืบเนื่องจากการที่มีผู้บริโภคใช้อุปกรณ์สื่อสารไร้สายและมีบทบาทในทางธุรกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง การพัฒนาแอพลิเคชั่นเครือข่ายไร้สายสำหรับแพลตฟอร์มแอนดรอยด์จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งในการทำให้เกิดโครงข่ายการซื้อขายระดับโลกผ่านเครือข่ายไร้สายขึ้นอย่างจริงจัง

ข้อมูลเกี่ยวกับ เจ. พี. มอร์แกน เชส แอนด์ โค
เจ. พี. มอร์แกน เชส แอนด์ โค คือบริษัทที่ให้บริการทางการเงินชั้นนำระดับโลก มีทรัพย์สิน 1.8 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ และประกอบธุรกิจในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก เป็นผู้นำในด้านวาณิชธนกิจ บริการการเงินสำหรับผู้บริโภค ธุรกิจขนาดเล็ก และธนาคารพาณิชย์ บริการธุรกรรมทางการเงิน บริหารสินทรัพย์ และการลงทุนในกองทุน โดยให้บริการแก่ลูกค้าที่เป็นทั้งผู้บริโภค องค์กรธุรกิจ และหน่วยราชการทั้งในสหรัฐอเมริกา และทั่วโลก ค้นหารายละเอียดเพิ่มได้ที่ www.jpmorganchase.com   

ข้อมูลเกี่ยวกับวีซ่า
วีซ่าคือบริษัทให้การบริการด้านเครือข่ายการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์และผลิตภัณฑ์ด้านการชำระเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก บริการของวีซ่าได้แก่ บัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรเติมเงิน รวมถึงการชำระเงินเชิงพาณิชย์ ภายใต้สัญลักษณ์วีซ่า  วีซ่าอิเล็กตรอน อินเตอร์ลิงก์ และพลัส โดยบัตรวีซ่าเป็นที่ยอมรับทั่วโลก นอกจากนี้ วีซ่า/พลัส Visa/Plus) ยังเป็นเครือข่ายเอทีเอ็มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งให้บริการเงินสดในรูปของสกุลเงินท้องถิ่นกว่า 170 ประเทศทั่วโลก   ดูข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับวีซ่าได้ที่ www.corporate.visa.com

เกี่ยวกับบั๊กการป้อนภาษาไทยที่ไม่รับสระบน-ล่าง ซึ่งกล่าวถึงกันมากใน ubuntuclub.com นั้น ความจริงเป็นปัญหาที่คาบเกี่ยวทั้งพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ ทั้งปัญหาของซอฟต์แวร์เองด้วย คำอธิบายปัญหาจึงมีทั้งสองส่วน

ก่อนอื่น ขอเริ่มจากเรื่องการป้อนข้อความภาษาไทยใน GTK+ ซึ่งรองรับภาษาไทยมานานแล้ว โดย GTK+ สามารถเปลี่ยนวิธีป้อนข้อความได้ขณะทำงาน โดยคลิกขวาที่บริเวณป้อนข้อความใด ๆ แล้วเลือกเมนู “วิธีป้อนข้อความ” (Input Methods) ก็จะสามารถเลือกวิธีป้อนข้อความภาษาต่าง ๆ ได้ ถ้าคุณเลือก “ไทย-ลาว” (Thai-Lao) หรือ “Thai (libthai)” ก็จะสามารถป้อนภาษาไทยได้โดยไม่ขึ้นกับโลแคลที่ใช้ พร้อมกับมีการตรวจแก้ลำดับการพิมพ์ให้ด้วย

หรือถ้าเลือก “X Input Method” ภายใต้โลแคลไทย ก็จะป้อนภาษาไทยแบบตรวจแก้ลำดับได้เช่นกัน โดยถ้าอยู่ในโลแคลอื่น ก็อาจป้อนได้หรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับโลแคลเป็นกรณีไป ที่แน่ ๆ คือ จะไม่มีการตรวจแก้ลำดับการพิมพ์ในกรณีที่ป้อนได้

กล่าวคือ แม้คุณจะไม่ได้เข้าระบบด้วยวาระภาษาไทย คุณก็สามารถเลือกวิธีป้อนภาษาไทยได้เสมอ ด้วยเมนูคลิกขวา แล้วเลือก “ไทย-ลาว” (Thai-Lao) หรือ “Thai (libthai)”

ปัญหาที่พบกันคือ มันไม่ได้เลือกวิธีดังกล่าวไว้เป็นค่าปริยายตั้งแต่เปิดโปรแกรม ค่าปริยายนั้น จะขึ้นอยู่กับภาษาที่ใช้เข้าระบบ ถ้าเข้าระบบเป็นภาษาอังกฤษ ก็จะใช้วิธีป้อนของภาษาอังกฤษ แต่ถ้าเข้าระบบด้วยภาษาไทย ก็จะเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งที่เหมาะกับภาษาไทยเป็นค่าปริยาย

ดังนั้น ถ้าคุณเข้าระบบด้วยภาษาไทย จะไม่มีปัญหาดังกล่าว แต่ถ้าเข้าระบบด้วยภาษาอังกฤษ ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า จะเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ภาษาไทย คุณต้องสั่งอะไรเพิ่มนิดหน่อยถ้าจะใช้ภาษาไทยในสภาพแวดล้อมดังกล่าว

นั่นคือส่วนของพฤติกรรมผู้ใช้ ทีนี้มาดูพฤติกรรมซอฟต์แวร์บ้าง

วิธีป้อนข้อความในสภาพแวดล้อมภาษาอังกฤษนั้น GTK+ ได้เตรียมไว้ให้ป้อนได้ครอบคลุมภาษาพอสมควร คือโดยหลักการแล้ว ผู้ใช้ควรสามารถป้อนภาษาไทยแบบไม่มีการตรวจแก้ลำดับได้

ปัญหาคือ ใน GTK+ 2.14 ได้เพิ่มการจัดการเกี่ยวกับการ compose อักขระ accent ต่าง ๆ ในภาษายุโรปเข้ามาด้วย แต่เงื่อนไขการตรวจสอบอักขระที่จะประกอบบนอักขระฐานนั้น ค่อนข้างกว้างเกินไป จนมากระทบภาษาอื่น ๆ รวมทั้งภาษาไทยด้วย ภาษาไทยจึงถูกบังคับให้ป้อนในแบบยุโรปโดยปริยาย โดยไม่มีข้อมูลรองรับอีกต่างหาก ปัญหานี้ กำลังอยู่ระหว่างแก้ไขที่ GNOME Bug #555000 (เลขสวยดีแฮะ) ซึ่งจะทัน Intrepid หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าบั๊กนั้นจะแก้ไขทันกำหนดหรือเปล่า และ Ubuntu จะปิด LP #273856 หรือเปล่า

ขณะนี้ ปัญหาถือว่ากำลังอยู่ระหว่างดำเนินการแล้ว สิ่งที่เราจะช่วยได้คงเป็นการทดสอบ รายงานผลตามสมควร

บั๊กนี้จะถือว่าร้ายแรงก็ได้ ไม่ร้ายแรงก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่ากำลังพูดถึงผู้ใช้กลุ่มไหน ถ้าเป็นผู้ใช้ที่เข้าระบบด้วยภาษาไทย ก็ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าเป็นผู้ใช้ที่เข้าระบบด้วยภาษาอังกฤษ แต่รู้จักวิธีเลือกวิธีป้อนภาษาไทย ไม่ว่าจะผ่านเมนูของ GTK+ หรือผ่านการตั้ง im-switch ก็เป็นปัญหาเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นผู้ใช้ที่เข้าระบบด้วยภาษาอังกฤษโดยไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติมเลย ก็คงเป็นปัญหาร้ายแรง

เกี่ยวกับวิธีกำหนดค่าเพิ่มเติม ถ้าต้องการใช้ภาษาไทยในโปรแกรมโดยให้ UI เป็นภาษาอังกฤษ ขอแนะนำ 2 วิธี:

  1. กำหนด LC_MESSAGES เป็น en_US.UTF-8 ไว้ อาจจะที่ /etc/environment หรือ export ใน ~/.bashrc ก็แล้วแต่ แล้วเลือกภาษาไทยขณะเข้าระบบ
  2. เข้าระบบเป็นภาษาอังกฤษตามเดิม แต่กำหนด im-switch ให้เลือกวิธีป้อนภาษาไทยโดยปริยาย
    • system-wide:
      sudo im-switch -z all_ALL -s th-xim
    • per-user:
      im-switch -s th-xim
    • สามารถเปลี่ยน th-xim เป็นอย่างอื่นได้ เช่น
      ถ้าติดตั้ง gtk-im-libthai: ใช้ th-gtk-im-libthai
      ถ้าใช้ scim-thai: ใช้ scim-immodule
    • ดูค่าที่เป็นไปได้ทั้งหมดได้โดยสั่ง
      im-switch -l

ถามผม ผมแนะนำว่าวิธีแรกง่ายที่สุดครับ