คิดว่าคุณผู้อ่านหลายๆ ท่านน่าจะเคยใช้ Ubuntu กันมาบ้างแล้ว หรืออย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินบ้าง ในแง่ของ การใช้งานนั้น  Ubuntu สามารถใช้งานภาษาไทยมาได้ตั้งแต่เวอร์ชันแรกแล้ว และแน่นอน ภาษาไทยไม่ได้ลอย มาจากอากาศแล้วใส่ลงไปได้เอง มันต้องมีคนทำใส่ลงไปแน่นอนอยู่แล้ว แล้ว "คนนั้น" เป็นใครล่ะ อันนั้นเอาไว้ ก่อนครับ ไปหาคำตอบกันเอาเอง ส่วนตอนนี้ผมจะมาแนะนำวิธีให้คุณเป็นหนึ่งใน "คนนั้น" ครับ

แปล

การทำให้ Ubuntu มีหน้าตาหรือข้อความต่างๆ เป็นภาษาไทยนั้น คือ จะต้องแปลลงไปครับ เพราะโปรแกรมที่พัฒนากันขึ้นมานั้น 99.99% เป็นภาษาอังกฤษครับ ไม่ว่าคนพัฒนาจะเป็นคนชาติใด แต่เพื่อให้คนทั่วโลกใช้ได้ และสามารถนำไปแปลเป็นภาษาอื่นต่อได้ เขาจึงต้องพัฒนาเป็นภาษาอังกฤษขึ้นมาก่อน และถ้าจะนำไปใช้เป็นภาษาอื่นก็ค่อยแปลกัน ซึ่งโครงการของ Ubuntu นั้น เขาจะมีสถานที่รวมตัวของนักพัฒนากัน อยู่ที่ Launchpad.net

launchpad-front-page

Launchpad เป็นเว็บไซต์ให้บริการสำหรับนักพัฒนา Ubuntu โดยเฉพาะ ที่นี่ให้บริการตั้งแต่แจ้งบั๊กของโปรแกรม เป็นพื้นที่เก็บ Source Code ของโปรแกรมต่างๆ กระดานสนทนาสำหรับถามตอบปัญหากับผู้ดูแลโครงการนั้นโดยตรง และอีกหลายบริการที่ Launchpad มีให้ แต่ที่ขาดเสียไม่ได้คือ ระบบแปลภาษาของ Ubuntu แบบออนไลน์ครับ ที่นี่เราจะเห็นภาษาของประเทศต่างๆ ที่เข้ามาร่วมแปล Ubuntu กันมากมายเลย

ข้อความของหลายโครงการถูกแปลที่ต้นน้ำแต่แรก และถูกดึงเข้ามาที่ Ubuntu รวมถึงดิสโทรอื่นๆ แปลว่าในทางที่ถูกต้องแล้ว เราควรแปลที่โครงการต้นน้ำ แล้วให้ข้อความนั้นๆ ถูกดึงเข้ามาที่ Ubuntu เอง เพื่อลดการซ้ำซ้อนของงาน แต่ว่ายังมีอีกหลายโปรแกรมที่ถูกพัฒนาขึ้นที่ Launchpad ซึ่งแปลว่า Launchpad คือ ต้นน้ำของโปรแกรมเหล่านั้นนั่นเอง

อีกอย่างข้อดีของการแปลที่ Launchpad คือ ระบบการแปลเป็นรูปแบบของ Web-based Translation ครับ ทำให้คนที่ไม่ค่อยมีความรู้ด้านเทคนิคสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างไม่ยาก (เคยคุยกับคนดูแลส่วนของการแปลของ Launchpad เขาว่า อีกหน่อยแปลที่ Launchpad แล้วจะเข้าต้นน้ำเลย ไม่รู้ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว)

สมัครสมาชิก

การที่คุณจะเข้าไปแปลโปรแกรมได้นั้น คุณต้องเป็นสมาชิกก่อน ไม่ใช่ว่าใครก็เข้าไปแปลได้ เกิดแปลผิดๆ จะเสียหายเอา ดังนั้นลงมือสมัครสมาชิกก่อนเลยครับ

เข้าไปที่ http://launchpad.net มองหาลิงก์ตามภาพแล้วจิ้มแรงๆ ครับ

launchpad-link-login

เราจะเห็นหน้าตามัน ประมาณนี้ 2 ช่องบน ใช้สำหรับล็อกอิน ส่วนใครยังไม่เคยสมัครสมาชิก ใส่อีเมลลงในช่องล่างแล้วกดปุ่ม Register เลยครับ

launchpad-regis

เสร็จแล้ว ระบบจะบอกเราประมาณนี้ ซึ่งพอจะตีความเป็นภาษาไทยได้ว่า “เราจะส่งรายละเอียดให้คุณทางอีเมล”

launchpad-registered

เอ๊า แล้วจะนั่งอ่านรออะไรละ เช็คเมลสิ ในเมลจะเห็นลิงก์ตามภาพครับ จิ้มโลด

launchpad-mail-regis

ระบบจะพาคุณเข้ามาหน้านี้ครับ ก็ ใส่ชื่อคุณลงไป พร้อมกับรหัสผ่าน (แนะนำว่า ให้ใส่ ชื่อนามสกุลครับ)

launchpad-mail-verify

เสร็จแล้ว ระบบจะพาคุณเข้ามาที่หน้าแรกของ Launchpad พร้อมกับล็อกอินให้เรียบร้อยครับ

launchpad-front-page-login

เป็นอันว่า ขั้นตอนแรกกับการสมัครสมาชิกเป็นอันเรียบร้อยครับ

เข้าร่วมทีมไทย

ก่อนจะไปลงมือแปล แนะนำว่าไปเข้าร่วมทีมกับกลุ่มคนที่แปลภาษาไทยไว้สักหน่อยน่าจะดีครับ

เข้าไปที่ https://launchpad.net/~ubuntu-l10n-th จะมีรายละเอียดของทีมไทยคร่าวๆ ครับ ดูที่ปุ่มตามรูป กดครับกด

launchpad-join-team

ระบบจะถามอีกทีให้แน่ใจ กลับบ้านไปนอนคิดคืนนึง แล้วกลับมากด join ครับ

launchpad-join-team-confirm

ระบบจะส่งคุณกลับมาที่หน้าของทีมอย่างเดิม พร้อมข้อความว่า คุณได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมแล้ว

launchpad-joined-team

นอกจากนี้แนะนำให้สมัครเมลลิ่งลิสต์ของทีมแปลไทย (รวมทุกโปรแกรม) ด้วย เวลาถกคำศัพท์กันจะได้มีส่วนร่วม เข้าไปสมัครได้ที่ Thai L10n

ลงมือแปล

โปรแกรมที่คุณจะแปลนั้น แนะนำว่าให้เป็นโปรแกรมที่คุณใช้อยู่แล้ว เพราะคุณจะรู้ความหมายของคำที่เห็นนั้นดีครับ หรือให้ดี เปิดโปรแกรมไปด้วยแปลไปด้วยก็ยิ่งดีครับ เพราะการแปลโปรแกรมจะไม่เหมือนแปลเอกสาร บางครั้งเราต้องใช้วิธีแปลให้สื่อความหมาย มากกว่าแปลให้ออกตรงตามพจนานุกรม เช่น คำว่า Burn ในโปรแกรมเขียนซีดี ถ้าคุณแปลลงไปว่า “เผา” ลองนึกถึงเวลาใช้โปรแกรมคงแปลกพิลึก ดังนั้นในการลงมือแปลก็ระวังนิดนึงครับ

กลับไปที่หน้าแรกของ Launchpad คุณจะเห็นไอคอนสีชมพูสวยงาม มีข้อความว่า Translation หันซ้ายหันขวา ไม่มีใครแล้วก็คลิกเลยครับ

launchpad-icon-translation

ก่อนจะไปทำการแปล ให้ตรวจสอบที่ส่วนของ Preferred languages ก่อนครับ ว่าภาษาหลักของคุณเป็นไทยหรือยัง ถ้ายังไม่ใช่ก็ให้คลิกเลือกที่ Change your preferred languages เพื่อตั้งค่าให้ถูกต้องก่อน

ที่หน้านี้โปรแกรมมีสองทางเลือกให้คุณเลือกแปลครับ คือแปลโดยอิงเวอร์ชันของ Ubuntu หรือ อิงตามโครงการแต่ละโครงการ

กรณีเลือกแปลโดยอิง Ubuntu

กรณีที่คุณต้องการเลือกแปลตามเวอร์ชั่นของ Ubuntu ให้คลิกเลือกที่ Ubuntu เวอร์ชันล่าสุดเลยครับ

launchpad-translate-ubuntu

ที่หน้านี้คุณจะเห็นรายชื่อของภาษาต่างๆ ยาวพรืดดดดดด เลยครับ ก็มองหาภาษาไทยแล้วจิ้มลงไป แค่นั้นครับ

launchpad-language-list

รายชื่อโปรแกรมต่างๆ พร้อมสถานะการแปลภาษาไทยของโปรแกรมนั้นจะถูกแสดงขึ้นมา เล็งโปรแกรมที่ชอบ แล้วคลิกเลย

launchpad-program-list

คุณจะเข้ามาในหน้าการแปลข้อความของโปรแกรมที่คุณเลือกครับ

launchpad-project-page

สังเกตุที่มุมขวาบน คุณจะเห็นตัวกรองข้อความที่จะช่วยให้คุณเลือกข้อความขึ้นมาแปลได้ง่ายขึ้น

launchpad-filter-translate

สำหรับวิธีการแปลนั้นให้ดูในแต่ละข้อความครับ จะเห็นข้อมูลต่างๆ ตามภาพ ถ้าแปลเรียบร้อยแล้วก็กด Save & Continue ได้เลย

  • English: ข้อความภาษาอังกฤษ
  • Current Thai: ข้อความภาษาไทยที่ใช้อยู่
  • Suggestions: ข้อความที่ถูกเสนอเข้ามา (ถ้าเห็นด้วยกับข้อความนี้ ก็คลิกเลือกที่ช่องข้างหน้าครับ)
  • New translation: ถ้าต้องการแปล ก็พิมพ์ลงในช่องนี้ครับ
  • Someone should review this translation: ถ้ายังไม่แน่ใจวาข้อความที่แปลถูกต้องหรือไม่ ให้เลือกช่องนี้ไว้ เพื่อให้มีคนเข้ามาตรวจสอบครับ
launchpad-translation

เมื่อคุณ Save ข้อความที่แปลแล้ว โปรแกรมจะส่งข้อความใหม่ของโปรแกรมที่คุณกำลังแปลอยู่ออกมาให้แปลเรื่อยๆ ถ้าต้องการจะหยุดแปลแล้วก็ Logout จาก Launchpad ได้เลยครับ

กรณีเลือกแปลโดยอิงโครงการ

กรณีที่คุณต้องการเลือกแปลโดยอิงโครงการ ให้คลิกลิงก์ตามภาพเลยครับ

launchpad-translate-project

รายชื่อโครงการต่างๆ จะถูกแสดงขึ้นมามากมายเลยครับ คลิกเลือกโครงการที่ชอบ

launchpad-project-list

รายละเอียดของโครงการที่เลือกจะแสดงขึ้นมา พร้อมภาษาที่คุณตั้งค่าไว้ครับ ให้คลิกลงไปที่ภาษาที่ต้องการแปล ส่วนวิธีแปลก็ย้อนกลับไปดูหัวข้อที่แล้วครับ

launchpad-toaster-overview

ที่มาทั้งหมดนี้ยังเพิ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแปล Ubuntu เท่านั้น รายละเอียดอื่นๆ ยังมีอีกมาก ถ้าคุณผู้อ่านท่านใดสนใจ ก็เข้ามาร่วมคุยกันในเมลลิ่งลิสต์นักแปล หรือ Ubuntuclub ได้เลยครับ

ที่มา: blognone.com

จำได้ว่าสัมยก่อนตอนผมใช้ Linux ใหม่ๆ แล้วต้องเข้าไปหาโหลดไฟล์ต่างๆ ผมจะงงมากกับการตั้งชื่อไฟล์ต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของตัวเลข ที่ใช้ระบุเวอร์ชั่น วันนี้เลยอยากจะหยิบมาแนะนำครับ เผื่อจะมีผู้ใช้หน้าใหม่ที่อาจจะกำลังประสบพบเจอปัญหาเช่นเดียวกับที่ผมเคยเจอมาก่อน ก็จะขอแนะนำเป็นสองส่วนครับ ซึ่งไฟล์ที่เราจะเจอกันโดยมากก็จะเป็นไฟล์ของโปรแกรมที่นำมาใช้ติดตั้งธรรมดา กับอีกประเภทที่เป็นไฟล์ iso เพื่อนำมาสร้างเป็นซีดีติดตั้งนะครับ

ชื่อไฟล์

  • udev_124-9_i386.deb ชื่อด้านหน้านี้เป็นชื่อไฟล์ที่เป็นแพคเกจธรรมดาๆ ซึ่งถ้าจะอธิบายแล้ว ก็ ต้องแบ่งมันออกเป็นท่อนๆก่อน ก็จะสามารถแบ่งได้ตามนี้ udev | 124-9 | i386 | deb พอแบ่งออกมาเป็นท่อนแล้ว ก็จะสามรถอธิบายได้ดังนี้ครับ
  • udev เป็นชื่อไฟล์ หรือชื่อแพคเกจ หรือชื่อโปรแกรม แล้วแต่จะระบุ
  • 124-9 อันนี้จะเป็นเลขเวอร์ชั่นของแพคเกจครับ
  • i386 อันนี้เป็นอันที่ผมงงมาก ค่าตรงนี้จะหมายถึง สถาปัตยกรรมครับ พูดให้เข้าใจง่ายคือ รุ่นของซีพียูที่ใช้นั่นเอง เราอาจจะเคยเจอทั้ง i386, i686, ia64 หรืออื่นๆ ถ้าสงสัยว่าเครื่องของคุณเป็นอะไรลองสั่ง uname -m ดูครับ ส่วนถ้าจะโหลดไฟล์นั้น ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ปัจจุบันทั่วๆไปสามารถโหลดได้ตั้งแต่ i386 – i686 หรือที่ระบุว่า all ก็ได้ครับ (all หมายถึง ใช้ได้กับทุกระบบ)
  • deb สุดท้ายเป็นนามสกุลของไฟล์ deb นั้นหมายถึง ใช้กับ Linux ตระกูล Debian หรือ Ubuntu เรานี่เองครับ บางครั้งอาจจะเจอไฟล์ .rpm ซึ่งอันนี้จะเป็นตระกูล Redhat ครับ ส่วนถ้าเป็น .tar.gz เลย โดยมากจะเป็น Source Code หรือเป็น Binary ที่จะต้องติดตั้งด้วยตนเองครับ

ไฟล์เวอร์ชั่น

  • อีกปัญหาหนึ่งคือ การโหลดไฟล์ iso image ครับ ซึ่งการออกเวอร์ชั่นจะมีวงรอบของมันอยู่ คือมันจะออกมาเป็น alpha, beta, rc และสุดท้ายถึงจะเป็นตัวจริงครับ
  • alpha กับ Beta นั้น หมายถึงเป็นเวอร์ชั่นทดสอบ ที่ยังอยู่ในระหว่างพัฒนา ไม่ควรนำมาใช้
  • ส่วน RC นั้น ย่อมาจาก Release Candidate เป็นการออกเวอร์ชั่นของโปรแกรมในรุ่นที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว แล้วจะมีการทดสอบก่อน ถ้าไม่พบปัญหาอะไร ก็จะออกเวอร์ชั่นจริงเลย

แพคเกจกับโปรแกรมต่างกัยังไง
คิดว่าน่าจะมีคำถามแบบนี้ ตอบดักไว้ก่อน ถ้าจะอธิบายละเอียดๆแล้ว ผมก็นึกคำไม่ออกเหมือนกัน เอาเป็นว่าอธิบายง่ายๆคือ โปรแกรม 1 โปรแกรม จะประกอบไปด้วยแพคเกจหลายๆแพคเกจ เพื่อให้โปรแกรมนั้นเรียกขึ้นมาใช้งานได้

คิดว่าเท่าที่อธิบายมาน่าจะมีประโยชน์อยู่บ้างครับ ผิดพลาดตรงไหนยังไง ช่วยชี้แนะกันด้วยครับ

การใช้งานคำสั่ง tar เป็นคำสั่งพื้นฐานมากๆ บนระบบ Linux หรือ Unix โดยผู้ใช้สามารถใช้งานคำสั่งนี้ผ่าน Terminal)สำหรับผู้ที่ชอบการบีบอัดไฟล์เื่พื่อ ง่ายต่อการจัดเก็บ

ผมคิดว่าพวกเราซึ่งเป็นนักพัฒนาน่าจะได้ใช้มันบ่อยมากๆ โดยเฉพาะตอน backup ลักษณะการทำงานของมันคล้ายกับพวก zip ไฟล์ที่เรารู้จักกันดี คำสั่ง tar ก็ทำงานคล้ายๆกับ zip ครับ ต่างกันนิดหน่อยตรงนี้ tar ไม่ได้ย่อ file มันแค่เอาไฟล์มาต่อๆ กันแล้วรวมเป็นไฟล์เดียว

การใช้งานก็ง่ายๆ ในกรณีที่เรามี folder ชื่อ Tools แล้วเราต้องการรวม file ทั้งหมดใน Tools รวมถึงตัว folder Tools ด้วย ก็ให้ใช้คำสั่งว่า

tar -cvf tools.tar Tools

  • c คือ ให้สร้าง file tar ขึ้นมา (create)
  • v คือ ให้แสดงชื่อด้วย
  • f tools.tar คือ ตำแหน่งที่เราต้องการให้สร้างไฟล์ (file) ขึ้นมา
  • Tools ก็คือ Folder ที่เป็นเป้าหมายในการรวมของเรา

หลังจากได้ tar มาแล้ว ถ้าต้องการแตกมันออกให้กลับมาเป็น Tools ก็ใช้คำสั่ง

tar -xvf xxx.tar

x คือ คำสั่งให้แตกไฟล์ออกมา (extract)

ในกรณีที่เราต้องการให้มันย่อไฟล์ด้วย แบบที่ zip ทำได้ ก็ให้เราเพิ่มตัว z ลงไป เช่น

tar -zcvf xxx.tar.gz Tools

ปกติเวลาที่เรามีการย่อไฟล์ด้วย เราจะตั้งนามสกุลให้เป็น tar.gz โดยตัว gz ย่อมาจาก gzip และ gzip ย่อมาจาก GNU Zip

เวลาจะแตกมันออกมาก็ใช้คำสั่ง

tar -zxvf tools.tar.gz

ง่ายๆ แบบนี้ สงสัยอะไรก็สอบถามกันมาได้นะครับ

คู่มืออย่างละเอียด

ผมเป็นคนนึงที่ไม่ชอบงานแปลภาษา เพราะตัวเองใช้ภาษาไทยได้เรื่องและภาษาอังกฤษก้อไม่ได้เรื่องเช่นกันดังนั้นผมเลยไม่ค่อยได้สนใจสักเท่าไร หลังจากที่เข้าร่วมโครงการบน LaunchPad.Net ในโครงการของ Ubuntu และ UbuntuClub ทำให้เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างในการสร้างการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและการแข่งขันระหว่าง Community ในแต่ละประเทศ ซึ่งการแข่งขันนี้ไม่ได้รุนแรงหรือร้ายแรงอะไร แต่ทำให้ผมรู้สึกเลยว่ามันเป็นการแสดงพลังและความเสียสละของแต่ละ Community ในประเทศนั้นๆ

Rosetta เป็นระบบช่วยในการแปลภาษาบนโปรแกรมต่างๆ ใน Ubuntu ซึ่งเป็นเว็บอินเตอร์เฟสง่ายต่อการแปลภาษาและข้อความที่ถูกแปลแล้วสามารถแปลซ้ำได้อีกหลายคนแล้วมาโหวดกันว่าคำแปลไหนที่อ่านแล้วเข้าใจและเหมาะสมที่สุดี่จะเอามาใส่ใน Ubuntu การแปลภาษานี้เป็นงานที่ใช้แรงงาน (ใช้แรงงานจริงๆ นะครับ) เรียกได้ว่าต้องกลายเป็นอาชีพที่สองคือการแปลภาษาบน Ubuntu เลยทีเดียว พี่เทพเคยบอกว่าการแปลภาษาในโปรแกรมต่างๆ เช่น Gnome, KDE และ โปรแกรมโอเพนซอร์สที่เราสนใจ เป็นก้าวแรกของการ Contribute เลยก้อว่าได้ สำหรับผมเองพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์สผมเป็นต้นน้ำเอง จึงมองไม่เห็นภาพของการ Contribute ในเรื่องของการแปลภาษาในโปรแกรมมากนัก ผมเห็นว่าเป็นเพียง Localization ทำให้มีหลายภาษาเท่านั้นเอง

แต่สำหรับ Ubuntu ไม่ใช่อย่างนั้น Ubuntu เป็นระบบปฏิบัติการที่ประกอบขึ้นมาจาก Free Software/Open Source Software หลากหลายตัว และรองรับภาษาได้หลากหลาย แต่การแสดงผลหลักที่ดีที่สุดตอนนี้ของ Ubuntu เองก้อคงหนีไม่พ้นภาษาฝรั่งเศส (ก้อมันแน่อยู่แล้ว) รองลงมาเป็นเยอร์มัน ผมดูเฉพาะการแปลที่เป็นสีเขียวๆ นะครับ หากดูโยรวมแล้ว ภาษาสเปน จะมาเป็นอันดับหนึ่ง แล้วภาษาไทนละครับ แปลได้เพียง 29.21% เท่านั้น เวียดนามเพื่อนบ้านเราอยู่ที่ 40.80% ญี่ปุ่นเป็นภาษาที่ยุ่งยากมีความก้าวหน้าในการแปลถึง 66.98% หากมองตัวเลขไม่ออกผมเอากราฟทั้งหมดทุกภาษาให้ดูดีว่าครับ


ข้อมูลการแปลใน Rosetta นี้จะเป็นข้อมูลแรก จากนั้นจึงรวมเข้ากับข้อมูลการแปลที่ต้นน้ำ แล้วสร้าง Package Locale ของ Ubuntu ในรุ่นถัดไป การแปลบน Rosetta และการแปลที่ต้นน้ำจึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จากที่ได้พูดคุยกับ Ubuntu Club ก้อได้มีการจัดอบรมการแปลมาแล้วถึง 2 ครั้งและจะมีครั้งต่อไปในวันที่ 29 เดือนพฤศจิกายน นี้ ซึ่งจะเป็นการแปลเข้าต้นนำ ของ Gnome Desktop ผมอยากเชิญชวนให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ไปกันเยอะๆ นะครับ

เนื่องจากการใช้ PCLOS ในแบบ LiveCD มีข้อจำกัดคือไม่สามารถที่จะปรับแต่งหรือติดตั้ง Applications เพิ่มเติมเข้าไปได้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการติดตั้งลง harddiskหรือต้องการติดตั้งลงในเครื่องคอมพิวเตอร์แบบถาวร เรามาดูการติดตั้งกันแบบ Step By Step ด้วยรูปภาพกันเถอะครับผม

ปกติจะต้องล็อกอิน LiveCD ด้วย root แต่ถ้าล็อกอินด้วย guest จะต้องเปลี่ยนสถานะตัวเองเป็น root ก่อน โดยจะมีหน้าต่าง KDE Su ให้ใส่ password ของ root ให้ถูกต้อง

เลือกติดตั้งลง Harddisk Drive คลิก Next

มี 4 หัวข้อให้เลือก

  • Use existing partitions

ติดตั้งลงใน partition ที่เคยติดตั้ง PCLOS มาแล้ว และเลือกได้ว่าจะ format ที่ partition ไหนก็ได้

  • Erase and use entire disk

การติดตั้งแบบนี้จะลบข้อมูลและ partition ที่เคยสร้างไว้แล้วใน harddisk และจะสร้าง folder ต่างๆ โดยอัตโนมัติ

  • Use the free space on the Windows partition

จะติดตั้งลงใน partition ของวินโดว์บนเนื้อที่ที่ยังไม่ได้ใช้

  • Custom disk patitioning

จะติดตั้งแบบ expert คือเลือกจัดการแบ่ง partition ตามที่คุณต้องการว่าจะให้มีกี่พาร์ติชั่น หรือแต่ละพาร์ติชั่นจะแบ่งให้มีเนื้อที่เท่าใด

เตือนว่าก่อนที่จะทำการสร้าง partition ให้สำรองข้อมูลใน harddisk ไว้ก่อน


เลือกว่าจะให้ format ที่พาร์ติชั่นไหนโดยมาร์คตรงช่องสี่เหลี่ยมหน้าพาร์ติชั่นนั้น หรือถ้าไม่ต้องการ format
ให้เอามาร์คออก

ใส่ password สำหรับ admin หรือ root
หรือถ้าไม่ต้องการมี password ก็คลิก No password

เพิ่มชื่อผู้ใช้ User ลงในบัญชีผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นี้ แล้วคลิก Accept user

เพิ่มชื่อผู้ใช้ User เรียบร้อยแล้ว ถ้ามีหลายคนใช้ก็ให้เพิ่มได้อีกและถ้าไม่มีแล้วก็คลิก Done

คลิก Finish
การติดตั้งก็เสร็จเรียบร้อย ให้รีบูทและเอาแผ่นซีดีรอมออกจากถาด

สำหรับคนที่พัฒนาระบบงานบน Linux หรือ Unix และเป็นผู้ที่ไม่ชอบย้ายมือออกจากคีย์บอร์ดนั้น ขอแนะนำให้ใ้ช้ Vi Editor แล้วท่านจะไม่ผิดหวัง เนื่องจาก vi นั้นถูกออกแบบมาให้ใช้งาน โดยที่ไม่จำเป็นต้องเอามือออกจากคีย์บอร์ดเลย ไม่เพียงเท่านั้น 10 นิ้วของท่าน จะไม่หลุดออกแป้น a s d f space j k l : เลย แม้แต่ลูกศรขึ้นลง ก็ไม่ได้ใช้ ตัวเลข ก็ไม่ได้ใช้ อยากรู้แล้วใช้ไหมครับ ว่ามันทำงานอย่างไร

vi ประกอบด้วย 2 Mode คือ

  1. Mode command ไว้สำหรับใช้คำสั่ง Mode นี้ เพียงกด Esc ก็จะเข้าสู่ Mode command อัตโนมัติ (คิดอะไรไม่ออก กด Esc ลูกเดียว)
  2. Mode การพิมพ์ ไว้สำหรับเพิ่มข้อมูล เลื่อน Cursor ต่าง ๆ แต่เราต้องใช้ Command ก่อน เช่น หากต้องการเพิ่มอักษร ต้องสั่ง I (Insert) เสียก่อน และเมื่อพิมพ์จะเป็นการแทรกข้อความอัตโนมัติ

ผมขอแนะนำเทคนิคที่ใช้กันบ่อย ๆ นะครับ


 

รูปแสดงแผนผังการใช้งาน VI Editor แบบไม่ยกนิ้วกันเลยครับผม

การเลื่อนทิศทาง (Motivation)
สังเกตุนะครับ มือจะไม่ขยับไปใช้ ลูกศร ขึ้นลง เลย ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น

  • h = เลื่อนไปทางซ้าย
  • l = เลื่อนไปทางขวา
  • j = เลื่อนลง
  • k = เลื่อนขึ้น
  • หาก พิมพ์ 8l = เลื่อนไปทางขวา 8 ตัวอักษร
  • w , W = เลื่อนไปทางขวา 1 คำ เช่น this is test เมื่อกด w จะเลื่อน Cursor ไป 1 word Cursor จะไปยืนอยู่ที่ this is test เป็นต้น
  • { = เลื่อนไปยังต้น Paragraph
  • } = เลื่อนไปยังท้าย Paragraph
  • :หมายเลขบรรทัด = เลื่อนไปยังบรรทัดที่ต้องการ เช่น :10 หมายถึงไปบรรทัดที่ 10 เป็นต้น
  • $ = ไปตัวอักษรท้ายสุดของบรรทัด
  • 0 = ไปตัวอักษรตัวแรกสุด ของบรรทัด

การกระทำการ (Operator)

  • i = เพิ่มตัวอักษร (insert) ใช้งาน โดยพิมพ์ i แล้วพิมพ์ต่อได้เลย
  • I = เพิ่มตัวอักษรต้นบรรทัด
  • x = ลบตัวษรทีละ 1 ตัว
  • 10x = ลบตัวอักษร 10 ตัว
  • dw = ลบทั้งคำ
  • dd = ลบทั้งบรรทัด
  • yy = yank หมายถึง Copy ทั้งบรรทัด
  • p = วาง (Paste) วางบรรทัดล่างจาก Cursor อยู่
  • P = วาง (Paste) วางแทรกบรรทัดปัจจุบัน

การจัดการเกี่ยวกับไฟล์

  • :w ชื่อไฟล์ = save ไฟล ์ด้วยชื่อที่กำหนด
  • :wq = save ไฟล์ และออกจาก vi (Quit)
  • :q! = ออกจาก vi โดยไม่ Save
  • :set
    • set nu = สั่งให้ vi แสดงหมายเลขบรรทัด
    • set ic = สั่งให้เวลา Search ไม่ดูการค้น ตัวเล็ก ตัวใหญ่ ใด ๆ (Ignore Case)
    • set nu ic สั่งให้ทำงานทั้ง 2 แบบ

ลอง Telnet แล้วไปของพิมพ์เล่น ๆ ดูนะครับ ทางด้านบนนั้น เป็นเพียงแค่ความสามารถเพียงนิดเดียวของ Vi ครับ หวังว่าหลายคนที่มองหา Editor ฟรี ๆ ความสามารถสูง ๆ ที่พร้อมใช้ังานอยู่ใน Server อยู่แล้วครับ

ขอบพระคุณที่สนใจอ่าน

อ่านเพิ่มเติม

wiki : http://en.wikipedia.org/wiki/Vi

Drupal เป็น Bloging System ที่พัฒนาอย่างซับซ้อน ด้วยความซับซ้อน ความซับซ้อนที่ว่าคือการเป็น CMF ในตัว ดังนั้นการทำงานจึงใช้ทรัพยากรของเครื่องพอสมควร (ในกรณีที่มีโหลดมากๆๆๆๆ) เนื่องจาก

1. Drupal ไม่มีการทำ caching โดย default ประมวลผลหน้าทุกครั้งที่โหลดหน้านั้นๆ ไม่เก็บ caching เอาไว้
2. ตารางเก็บข้อมูลของ Drupal ออกแบบมาให้รองรับ Tag และ blog item ทำให้การกสร้าง view ในการนำไปแสดงผลต้องการการประมวลผลสักน่อย
3. การเชื่อมต่อฐานข้อมูล MySQL ของ Drupal เชื่อมต่อแบบปกติไม่ได้เป็นแบบ persistent
4. การทำ Query Cache ใน MySQL ยังไม่ดีพอ
5. ไม่ค่อยได้ Maintenance Database
6. MySQL ใช้ MYISAM หากยังใช้ MyISAM อยู่ก้อต้องจูนดีๆ

จะจูน MySQL ยังไง?

ให้พิจาณา option file ของ MySQL เช่น my.cnf ในนั้นจะมีส่วนการกำหนด caching จำนวน connection และอื่นๆ นึกไม่ออกดูที่ http://dev.mysql.com/doc/refman/5.1/en/server-system-variables.html แล้วจะใส่ตัวเลข connection ได้ยังไง?

ให้ดู log ของ Apache คำนวนให้ได้ว่าจำนวน connection จริงๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อมีจำนวนเท่าไรกันแน่ เช่น 256 client จำนวน databae ที่เชื่อมต่อได้สัดส่วนคร่าวๆ คือ 1/8 เท่ากับ 32 database connections ถ้าคิดในทางเข้าข้างตัวเองไว้ก่อน ก้อ คูณด้วย 2 เข้าไป คือได้ประมาณ 64 connections (ค่อยดูมากหน่อย)

set-variable = max_connections = 60
set-variable = max_user_connections = 60

จากนั้นค่อยๆ เพิ่มตัวแปรอื่นๆ

set-variable = max_allowed_packet=1M
set-variable = max_connect_errors=999999
set-variable = table_cache=1200

แล้วดูอาการว่าจะเดี้ยงมากน้อยเพียงใด

นอกจากการปรับแต่ง MySQL แล้วการทำ caching ให้กับ Drupal ก้อเป็นเรื่องที่ดี เช่นการใช้ module สนับสนุนการทำ caching แบบต่างๆ เช่น boots เป็นต้น อ้อเพิ่มการ Maintenance Database สักหน่อยโดยการทำ Optimize ด้วยคำสั่ง mysqlcheck -o -A -p

ใครสนใจศึกษาการปรับแต่งระบบอ่านเพิ่มเติมได้ที่
http://rudd-o.com/archives/2006/03/01/tuning-an-apache-server-in-5-minutes/
http://rudd-o.com/archives/2006/03/02/tuning-a-mysql-server-in-5-minutes/
http://genomewiki.ucsc.edu/index.php/Tuning-primer.sh

หมายเหตุ การปรับแต่งต้องอาศัยระยะเวลาและการดูแลอย่างเอาใจใส่ ควรนั่งดูและปรับแต่งอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์

สืบเนื่องจากข่าวนี้ครับ เห็นแล้วก็ อดใจไม่ได้ อยากลองโปรแกรมของทาง Ubuntu ตัวนี้เสียเหลือเกิน ค้นหาข้อมูลดูเรื่อยๆ ได้วิธีติดตั้งมาแล้วครับ ผมลองแล้วด้วย ประทับใจมาก ชอบเลยครับ คิดว่าถ้ามี UMPC หน้าจอเล็กๆ คงต้องใช้เจ้า Ubuntu netbook ตัวนี้อย่างแน่นอน ส่วนวิธีติดตั้งเขาทำกันอย่างไรนั้น มาดูกันครับ

  1. ขั้นแรก ให้ติดตั้ง Ubuntu 8.04 ด้วยวิธีปกติไว้ในเครื่องก่อนนะครับ
  2. เปิด Ubuntu ขึ้นมาตามปกติครับ
  3. แก้ไข Repository ครับ เปิด Terminal ขึ้นมา สั่ง sudo gedit /etc/apt/sources.list
  4. เพิ่มบรรทัดนี้ลงไปครับ จะต้นไฟล์หรือท้ายไฟล์ก็ได้ ให้เป็นบรรทัดใหม่พอ deb http://ppa.launchpad.net/netbook-remix-team/ubuntu hardy main แล้วก็ เซฟครับ
  5. ยังอยู่ใน Terminal นะครับ สั่ง sudo apt-get update
  6. ทีนี้ขั้นตอนติดตั้งครับ สั่ง sudo apt-get install go-home-applet human-netbook-theme maximus ume-config-netbook ume-launcher window-picker-applet
  7. เสร็จแล้ว Restart เครื่องแล้วรอดูผลลัพธ์ได้เลยครับ

ส่วนวิธีเอาออกนี่ตัวใครตัวมันนะครับ หรือใครรู้ก็ฝากบอกที ผมเอาออกไม่เป็นเหมือนกัน
ที่มา: edge.launchpad.net

สำหรับผู้ดูแล Linux Server หลายๆท่านคงคุ้นเคยกับการใช้งาน SSH (Secure Shell) เพื่อใช้ในการ Remote login เข้าไปจัดการเซิร์ฟเวอร์กันดีอยู่แล้ว

ส่วน SSH Key นั้น หมายถึงไฟล์ที่เป็นกุญแจ เพื่อใช้ในการล๊อิกกินเข้าไปใช้งาน Server นั่นเองครับ ซึ่งมันจะช่วยให้ระบบการรักษาความปลอดภัยนั้นแน่นหนายิ่งขึ้น

ซึ่งในโลกของ Security นั้น การยืนยันตนจะมีอยู่ด้วยกัน 3รูปแบบคือ
What you know
What you have
What you be

อธิบายเป็นภาษามนุษย์หน่อย What you know ก็คือ อะไรที่คุณรู้ ซึ่งง่ายๆว่าพาสเวิร์ดนั้นเอง ที่เราใช้จำกัน ส่วน What you have ก็คือ ไอ้สิ่งที่พกพาได้ เช่น กุญแจ การ์ด ส่วนอันสุดท้าย What you be คือสิ่งที่คุณเป็น เช่นลายนิ้วมือ

ดังนั้นในโลกของการรักษาความปลอดภัยแล้ว หากคุณจะยืนยันตัวตน หรือหากต้องการสิทธิ์ใดๆ ในการเข้าถึงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง คุณจะเห็นการยืนยันตัวตนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง จากสามวิธีดังกล่าวเสมอ แต่ถ้าเราใช้มากกว่าหนึ่ง ระดับของความปลอดภัยก็จะสูงขึ้น

ทีนี้กลับมาเรื่องของ SSH ด้วย Key โดยปกติแล้ว ถ้าเราใช้ Key เราจะไม่ต้องกราอกรหัสผ่าน ก็คือใช้วิธี What you have ในการยืนยันตนเพียงอย่างเดียว

ดังนั้นการเลือกใช้งาน SSH ว่าจะใช้ Key หรือไม่ใช้ Key นั้น หมายถึงการเลือกกลายๆว่า คุณจะใช้กุญแจ หรือใช้รหัสผ่าน อย่างใดอย่างหนึ่ง

ซึ่งความเสียงของทั้งสองอย่างนี้คือ ไม่ใช้ Key อาจโดนดักจับพาสเวิร์ดได้ ถ้าใช้คีย์ คุณอาจโดนมือดีขโมยกุญแจไปได้ เพราะฉะนั้นคนที่จะดักจับรหัสผ่านได้ ต้องเป็นคนเก่งซึ่งมีจำนวนอยู่น้อย ส่วนการขโมยกุญแจนั้น กุ๊ยข้างถนนก็ทำได้ ซึ่งแปลว่าโอกาสที่คุณจะสูญเสียกุญแจนั้น มีมากกว่า (กรณีพกพาไปไหนมาไหน) แต่ก็เช่นกัน ถ้าคนขโมย Flash drive ที่บรรจุกุญแจของคุณไป เขาอาจเป็นคนที่ไม่มีความรู้ที่จะนำกุญแจของคุณไปใช้ก็ได้ แต่ถ้าคุณเจอคนดักจับรหัสผ่านของคุณ มันแน่นอนเลยว่า เขาสามารถนำรหัสผ่านไปเข้าใช้งานเครื่องของคุณได้เลย

อันนี้ก็เป็นความสงสัยส่วนตัวนะครับ แค่เอามาเขียนเล่าสู่กันฟังครับ

ส่วนตัวผมแล้ว ผมนิยมใช้ password ครับ เพราะถ้าไปทำงานไกลๆแล้วลืมพกกุญญแจไปก็จบกัน แต่ถ้าเป็นพาสเวิร์ด ผมคงไม่ลืมพกสมองที่ใช้จำพาสเวิร์ดไปด้วยแน่นอน

ส่วนจะใช้กุญแจหรือไม่ ไปคิดกันเองครับ

ก่อนอ่านและทําตามขอทําาความเข้าใจกันก่อนว่า Fedora ที่จะลงเป็ นเวอร์ชน 9 และพร้อมให้บริการ ISPConfig โปรแกรมบริการพ้ นที่เว็บไซต์ยอดนิยม โดยจะมี service ได้แก่ Apache web server (พร้อม SSL), PHP5, Ruby, Postfix mail server พร้อม SMTP-AUTH และ TLS, Bind DNS Server,Proftpd FTP Server, MySQL server, Dovecot POP3/IMAP, Quota, Firewall เป็ นต้น ดังนั้น โปรแกรมที่เราจะต้องติดตั้งคร่าวๆ มีดังนี้

  1. Web Server : Apache 2.2.8
  2. PHP 5.2.5
  3. Ruby
  4. Database Server: MySQL 5.0.51
  5. Mail Server: Postfix
  6. DNS Server: BIND9 (chrooted)
  7. FTP Server: proftpd
  8. POP3/IMAP Server: Dovecot
  9. Webalizer

 

* หมายเหตุ เนื่องจาก how-to นี้มีความยาวมาก (28 หน้า) กรุณาดาวน์โหลดที่ thaifedora.com