ช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีปัญหาอย่างหนักหน่วงกับเจ้า Ubuntu ที่รัก เนื่องจากเพื่อนเธอไม่สามารถใช้งานได้ดีกับเครื่องที่เป็น CPU PowerPC เสียแล้ว หรืออย่างน้อยก็เครื่องผมละ มีปัญหามากมายหลายประการ ตั้งแต่ ตอนติดตั้งไม่รู้จักแผ่น CD บ้าง (ทั้งที่มันก็รันอยู่บนแผ่น CD) ติดตั้งไม่ได้บ้าง ติดเสร็จเจอจอมืดๆบ้าง ซึ่งเท่าที่หาข้อมูลดู ผู้ใช้ส่วนใหญ่ที่ใช้เครื่องรุ่นเดียวกันนี้ (Apple iBook G4) ต่างพบปัญหาเดียวกันแทบทั้งสิ้น

ทางออกของผมคือ มองหา Linux Distribution อื่น (เอ๊ะ ไม่เคยคิดจะใช้ OS X เลยรึ) ที่จะเอามาเล่า ไม่ได้อยู่ตรงที่ สุดท้ายแล้ว ผมไปใช้อะไร แต่ที่อยากจะให้สังเกตุคือ วิธีคิดในการเลือกวิธีแก้ไขปัญหา ทันทีที่ผมเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้ หรือแก้ได้ยาก (หรือปัญหาที่เกิดใช้เวลาแก้ไขนาน ไม่คุ้มค่าในการเสียเวลา) ผมเลือกใช้วิธีหา Linux Distribution อื่นแทน ทั้งที่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้ ผมคงพยายามหาทางแก้ปัญหาเป็นจุดๆไป เพื่อให้ได้ระบบที่ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ หรือใกล้สมบูรณ์

อะไรที่ทำให้พฤติกรรมผมเปลี่ยนไป ขอวิเคราะห์ เป็นข้อๆเลย

  1. Ubuntu ปรับมาให้เรียบร้อยแล้ว พฤติกรรมของผู้ใช้งาน Ubuntu ในปัจจุบันคือ เราติดตั้ง แล้ว ใช้งานทันที เรียกว่า ไม่มีอะไรต้องลงเพิ่ม ไม่มีอะไรต้องปรับแต่ง เราคุ้นเคยกับการติดตั้งและใช้งานได้ทันที หรือถ้ามีปัญหา เราสามารถแก้ได้อย่างไม่ยากเย็น เช่น ฟัง MP3 ไม่ได้ ระบบก็จะหาแพคเกจที่จำเป็นให้โดยอัตโนมัติ
  2. 6เดือน/เวอร์ชั่น เมื่อเราพบปัญหาใดที่รู้สึกว่าการจะแก้ไขเป็นเรื่องยากลำบากเราจะรอไปอีก 6เดือน แล้วหวังว่า เดี๋ยวมันก็ใช้ได้เองน่า (ซึ่งมักจะเป็นแบบนั้น)
  3. Linux Distribution แตกต่างกันมาก ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ว่า ถ้าหากเราเจอปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ถ้าเราเปลี่ยน Distro ก็จะเจอปัญหาเดียวกันอยู่ดี แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่แล้ว นโยบายในการจัดการและบริหาร รวมถึงการพัฒนาที่เริ่มแยกห่างกันทำให้ Linux Distribution ต่างๆ ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ในบางครั้ง เมื่อเราเจอปัญหาใดๆ ใน Distro ที่ใช้ เราอาจไม่พบปัญหานั้น ในอีก Distro ก็ได้

ผมอาจจะวิเคราะห์ในแง่ของผู้ใช้ Ubuntu ไปนิดนึง แต่ถูกต้องแล้ว ก็ผมเป็นผู้ใช้งาน Ubuntu นี่นา

ด้วยเหตุผลเพียงไม่กี่ข้อ ก็เพียงพอที่จะให้ภาพของอนาคตในการใช้งาน Linux ได้แล้ว ว่าการใช้งานในอนาตคข้างหน้า Linux จะใกล้เคียง แมค มากขึ้น ในแง่ของพฤติกรรมการใช้งาน

ผมไม่ได้จะบอกว่า นี่เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี เพราะขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนเสียมากกว่า (โดยส่วนตัวผมว่าดีนะ)

อนาคตอันใกล้ Linux จะเป็นเครื่องมือใช้งาน มากกว่าเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ อย่าน้อยสำหรับผมในตอนนี้ก็ใช่แล้ว เพราะผมไม่ต้องการเรียนรู้วิธีแก้ปัญหา (ถ้าไม่จำเป็น) ผมต้องการให้มันใช้งานได้เลย ดูได้จากวิธีแก้ปัญหาข้างต้น ซึ่งหลายคนที่ผมรู้จัก มักจะบอกว่า การใช้งาน Linux เราต้องศึกษาให้ลึก ซึ่งเป็นวิธีคิด ที่ผมต่อต้านมาตลอด คนที่คิดแบบนั้น แปลว่า เป็นผู้ที่ศึกษา Linux อยู่แล้ว (อันนี้เป็นวิธีคิดแบบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไม่ควรๆ) เพราะไม่ใช่ทุกคน ที่จะได้ประโยชน์จากการศึกษา Linux ในเชิงลึก ลองนึกถึงนักเรียนคณะวิศวะคอม ที่เขียนโปรแกรมอย่างเก่ง แต่กลับประกอบคอมพิวเตอร์เพื่อใช้เองไม่ได้ นั่นเพราะเขาไม่ได้ต้องการรู้ ว่าคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร แต่ที่เขาอย่างรู้คือ ซอฟต์แวร์ทำงานอย่างไร และจะพัฒนาโปรแกรมอย่างไรให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ได้ดีที่สุด คือถ้าเขารู้ได้ด้วยนั่นก็ดี แต่ถ้าเวลาของชีวิตมันจำกัด คุณคิดว่าเขาควรเอาเวลาไปหัดประกอบเครื่อง หรือไปศึกษา Framework ตัวใหม่ ดังนั้นการ Scratch Linux จึงไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่การ Scratch Linux ให้ตรงกับพฤติกรรมผู้ใช้นั้น เป็นเรื่องที่เหมาะ

จนถึงตอนนี้ Linux เข้ามาถึงจุดเปลี่ยนแล้ว มันไม่ใช่ระบบปฏิบัติการที่ใช้เฉพาะเครื่อง Server อีกต่อไป ถ้าใครยังติดอยู่ในโลกเก่า ได้เวลาปรับตัวครับ

Ubuntu มาพร้อมกับซอฟต์แวร์ที่ครบถ้วนต่อการใช้งาน อีกทั้งยังง่ายในการปรับแต่ง แต่ก็เช่นเดียวกับระบบปฏิบัติ การอื่นๆ ที่หลังจากติดตั้งแล้วยังอาจที่จะต้องมีการปรับแต่งอีกเล็กน้อยเพื่อให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ และนี่คือ 10 อย่างที่คุณควรทำ หลังจากติดตั้ง หรืออัพเกรด Ubuntu

  1. ปรับแต่งให้การติดตั้งโปรแกรมเร็วขึ้น
    ไปที่ เมนู System > Administration > Software Sources สังเกตุที่ช่อง Download From ให้เลือก Other จากนั้น คลิกที่ Select Best Server
  2. ติดตั้ง restricted extras (และเปิดใช้งาน multiverse repository)
    ติดตั้งตัวถอดรหัสไฟล์เสียงและวิดีโอต่างๆ เพื่อให้รับชมทั้งวิดีโอ และเพลงได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งใน Ubuntu จะมีชื่อเรียกแพคเกจนี้ว่า restricted extras ไปที่เมนู Application > Add/Remove ที่มุมขวาบนของโปรแกรม ให้เลือก All available applications ให้ค้นหาแพคเกจ restricted extras แล้วติดตั้งได้เลยครับ
  3. ปิดเสียงเตือนของระบบ
    เสียงเตือนจากลำโพงภายในตัวเครื่องที่ค่อนข้างน่ารำคาญเวลาเราทำอะไรสักอย่างผิด สามารถปิดได้ โดยไปที่ System > Preferences > Sound ที่แทบ System Beep ให้เอาเครื่องหมายถูกที่ช่อง Enable system beep ออก
  4. กำจัด partition icons บนหน้าจอ
    ถ้าคุณเป็นอีกคนที่รักที่จะให้หน้าจอสะอากอยู่จะเสมออย่างผม แนะนำว่า กำจัดไอคอนที่ใช้เรียกพาร์ทิชั่นต่างๆ ที่กองอยู่บนหน้าจอของคุณออกไปซะ โดยไปที่ กดที่ Alt+F2 แล้วพิมพ์คำสั่งว่า gconf-editor แล้วคลิก Run จากนั้น ที่ช่องด้านซ้าย ให้ไปที่ apps > nautilus > desktop เอาเครื่องหมายถูกที่ช่อง volumes_visible ออก

  5. ลบไฟล์คอนฟิกเก่าๆ
    หลังจากอัพเกรด Ubuntu แล้ว ในบางครั้งโปรแกรมจะมีการเรียกใช้งานไฟล์คอนฟิกเก่าๆ ขึ้นมาทำงาน ซึ่งบางครั้ง อาจทำให้โปรแกรมเทำงานได้ไม่ราบรื่น เนื่องจาอค่าคอนฟิกของโปรแกรมเวอร์ชั่นเดิม ทำงานไม่สอดคล้องกับโปรแกรมที่ได้อัพเกรดเวอร์ชั่นขึ้นมา คุณสามารถลบไฟล์คอนฟิกเก่าๆทิ้งได้ โดยไปที่ Home folder แล้วคลิกที่ View > Show Hidden Files โปรแกรมจะแสดงไฟล์คอนฟิกขึ้นมา ซึ่งจะมี "." นำหน้า สามารถลบได้ตามแต่ละโปรแกรมไปครับ
  6. ลบ kernels เก่าๆ
    สามารถลบได้ด้วยโปรแกรมจัดการแพคเกจครับ แต่อย่างไรก็ดี ต้องทำด้วยความระมัดระวังด้วยนะครับ
  7. ใส่หน้าตาสวยๆให้ Ubuntu
    คุณอาจเบื่อกับชุดสีโทน Human ที่ใช้มาแล้วหลายปี แนะนำว่าให้ลอง ติดตั้งแพคเกจ blubuntu-look แล้วชีวิตคุณอาจจะสดใสขึ้นครับ
  8. ติดตั้งโปรแกรม Windows ด้วย WINE
    อาจมีบ้าง ที่คุณจำเป็นที่จะต้องใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีแต่เวอร์ชั่น Windows ซึ่งคุณสามารถใช้งานโปรแรกมเหล่านั้นได้ ด้วยการรันผ่าน Wine การติดตั้ง Wine นั้น เพียงแค่ติดตั้งแพคเกจ Wine ด้วยโปรแกรมจัดการแพคเกจ เพียงเท่านี้ครับ แล้วการใช้งานโปรแกรมวินโดวส์บน Ubuntu ก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายๆ
  9. ปรับแต่ง Compiz desktop effects
    Ubuntu มี Effect อันสวยงามที่ติดตั้งไว้แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ทำการปรับแต่งให้ใช้งานในทุกเอฟเฟกต์ ตุณสามารถใช้โปรแกรมช่วยตั้งค่าเอฟเฟกต์ได้ โดยติดตั้งโปรแกรม compizconfig-settings-manager
  10. เปิดปิด Compiz อย่างง่าย
    ในบางครั้ง เราอาจเจอโปรแกรมที่ทำงานไม่ได้เมื่อเปิดใช้งานเอฟเฟกต์อยู่บ้าง แล้วการสลับโหมดเพื่อ เปิด-ปิด ใช้งานเอฟเฟกต์นั้นก็อยู่ลึกแสนลึก คุณอาจลองใช้แพคเกจ fusion-icon ซึ่งมันจะไปฝังตัวอยู่ใน notification area ที่จะช่วยให้เรา เปิด-ปิด เอฟเฟกต์ได้ง่ายขึ้น
    เท่านี้คงจะทำให้การใช้งาน Ubuntu เป็นที่สนุกสนานขึ้นแล้วครับ ที่มา: tombuntu.com

 

คิดว่าคุณผู้อ่านหลายๆ ท่านน่าจะเคยใช้ Ubuntu กันมาบ้างแล้ว หรืออย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินบ้าง ในแง่ของ การใช้งานนั้น  Ubuntu สามารถใช้งานภาษาไทยมาได้ตั้งแต่เวอร์ชันแรกแล้ว และแน่นอน ภาษาไทยไม่ได้ลอย มาจากอากาศแล้วใส่ลงไปได้เอง มันต้องมีคนทำใส่ลงไปแน่นอนอยู่แล้ว แล้ว "คนนั้น" เป็นใครล่ะ อันนั้นเอาไว้ ก่อนครับ ไปหาคำตอบกันเอาเอง ส่วนตอนนี้ผมจะมาแนะนำวิธีให้คุณเป็นหนึ่งใน "คนนั้น" ครับ

แปล

การทำให้ Ubuntu มีหน้าตาหรือข้อความต่างๆ เป็นภาษาไทยนั้น คือ จะต้องแปลลงไปครับ เพราะโปรแกรมที่พัฒนากันขึ้นมานั้น 99.99% เป็นภาษาอังกฤษครับ ไม่ว่าคนพัฒนาจะเป็นคนชาติใด แต่เพื่อให้คนทั่วโลกใช้ได้ และสามารถนำไปแปลเป็นภาษาอื่นต่อได้ เขาจึงต้องพัฒนาเป็นภาษาอังกฤษขึ้นมาก่อน และถ้าจะนำไปใช้เป็นภาษาอื่นก็ค่อยแปลกัน ซึ่งโครงการของ Ubuntu นั้น เขาจะมีสถานที่รวมตัวของนักพัฒนากัน อยู่ที่ Launchpad.net

launchpad-front-page

Launchpad เป็นเว็บไซต์ให้บริการสำหรับนักพัฒนา Ubuntu โดยเฉพาะ ที่นี่ให้บริการตั้งแต่แจ้งบั๊กของโปรแกรม เป็นพื้นที่เก็บ Source Code ของโปรแกรมต่างๆ กระดานสนทนาสำหรับถามตอบปัญหากับผู้ดูแลโครงการนั้นโดยตรง และอีกหลายบริการที่ Launchpad มีให้ แต่ที่ขาดเสียไม่ได้คือ ระบบแปลภาษาของ Ubuntu แบบออนไลน์ครับ ที่นี่เราจะเห็นภาษาของประเทศต่างๆ ที่เข้ามาร่วมแปล Ubuntu กันมากมายเลย

ข้อความของหลายโครงการถูกแปลที่ต้นน้ำแต่แรก และถูกดึงเข้ามาที่ Ubuntu รวมถึงดิสโทรอื่นๆ แปลว่าในทางที่ถูกต้องแล้ว เราควรแปลที่โครงการต้นน้ำ แล้วให้ข้อความนั้นๆ ถูกดึงเข้ามาที่ Ubuntu เอง เพื่อลดการซ้ำซ้อนของงาน แต่ว่ายังมีอีกหลายโปรแกรมที่ถูกพัฒนาขึ้นที่ Launchpad ซึ่งแปลว่า Launchpad คือ ต้นน้ำของโปรแกรมเหล่านั้นนั่นเอง

อีกอย่างข้อดีของการแปลที่ Launchpad คือ ระบบการแปลเป็นรูปแบบของ Web-based Translation ครับ ทำให้คนที่ไม่ค่อยมีความรู้ด้านเทคนิคสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างไม่ยาก (เคยคุยกับคนดูแลส่วนของการแปลของ Launchpad เขาว่า อีกหน่อยแปลที่ Launchpad แล้วจะเข้าต้นน้ำเลย ไม่รู้ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว)

สมัครสมาชิก

การที่คุณจะเข้าไปแปลโปรแกรมได้นั้น คุณต้องเป็นสมาชิกก่อน ไม่ใช่ว่าใครก็เข้าไปแปลได้ เกิดแปลผิดๆ จะเสียหายเอา ดังนั้นลงมือสมัครสมาชิกก่อนเลยครับ

เข้าไปที่ http://launchpad.net มองหาลิงก์ตามภาพแล้วจิ้มแรงๆ ครับ

launchpad-link-login

เราจะเห็นหน้าตามัน ประมาณนี้ 2 ช่องบน ใช้สำหรับล็อกอิน ส่วนใครยังไม่เคยสมัครสมาชิก ใส่อีเมลลงในช่องล่างแล้วกดปุ่ม Register เลยครับ

launchpad-regis

เสร็จแล้ว ระบบจะบอกเราประมาณนี้ ซึ่งพอจะตีความเป็นภาษาไทยได้ว่า “เราจะส่งรายละเอียดให้คุณทางอีเมล”

launchpad-registered

เอ๊า แล้วจะนั่งอ่านรออะไรละ เช็คเมลสิ ในเมลจะเห็นลิงก์ตามภาพครับ จิ้มโลด

launchpad-mail-regis

ระบบจะพาคุณเข้ามาหน้านี้ครับ ก็ ใส่ชื่อคุณลงไป พร้อมกับรหัสผ่าน (แนะนำว่า ให้ใส่ ชื่อนามสกุลครับ)

launchpad-mail-verify

เสร็จแล้ว ระบบจะพาคุณเข้ามาที่หน้าแรกของ Launchpad พร้อมกับล็อกอินให้เรียบร้อยครับ

launchpad-front-page-login

เป็นอันว่า ขั้นตอนแรกกับการสมัครสมาชิกเป็นอันเรียบร้อยครับ

เข้าร่วมทีมไทย

ก่อนจะไปลงมือแปล แนะนำว่าไปเข้าร่วมทีมกับกลุ่มคนที่แปลภาษาไทยไว้สักหน่อยน่าจะดีครับ

เข้าไปที่ https://launchpad.net/~ubuntu-l10n-th จะมีรายละเอียดของทีมไทยคร่าวๆ ครับ ดูที่ปุ่มตามรูป กดครับกด

launchpad-join-team

ระบบจะถามอีกทีให้แน่ใจ กลับบ้านไปนอนคิดคืนนึง แล้วกลับมากด join ครับ

launchpad-join-team-confirm

ระบบจะส่งคุณกลับมาที่หน้าของทีมอย่างเดิม พร้อมข้อความว่า คุณได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมแล้ว

launchpad-joined-team

นอกจากนี้แนะนำให้สมัครเมลลิ่งลิสต์ของทีมแปลไทย (รวมทุกโปรแกรม) ด้วย เวลาถกคำศัพท์กันจะได้มีส่วนร่วม เข้าไปสมัครได้ที่ Thai L10n

ลงมือแปล

โปรแกรมที่คุณจะแปลนั้น แนะนำว่าให้เป็นโปรแกรมที่คุณใช้อยู่แล้ว เพราะคุณจะรู้ความหมายของคำที่เห็นนั้นดีครับ หรือให้ดี เปิดโปรแกรมไปด้วยแปลไปด้วยก็ยิ่งดีครับ เพราะการแปลโปรแกรมจะไม่เหมือนแปลเอกสาร บางครั้งเราต้องใช้วิธีแปลให้สื่อความหมาย มากกว่าแปลให้ออกตรงตามพจนานุกรม เช่น คำว่า Burn ในโปรแกรมเขียนซีดี ถ้าคุณแปลลงไปว่า “เผา” ลองนึกถึงเวลาใช้โปรแกรมคงแปลกพิลึก ดังนั้นในการลงมือแปลก็ระวังนิดนึงครับ

กลับไปที่หน้าแรกของ Launchpad คุณจะเห็นไอคอนสีชมพูสวยงาม มีข้อความว่า Translation หันซ้ายหันขวา ไม่มีใครแล้วก็คลิกเลยครับ

launchpad-icon-translation

ก่อนจะไปทำการแปล ให้ตรวจสอบที่ส่วนของ Preferred languages ก่อนครับ ว่าภาษาหลักของคุณเป็นไทยหรือยัง ถ้ายังไม่ใช่ก็ให้คลิกเลือกที่ Change your preferred languages เพื่อตั้งค่าให้ถูกต้องก่อน

ที่หน้านี้โปรแกรมมีสองทางเลือกให้คุณเลือกแปลครับ คือแปลโดยอิงเวอร์ชันของ Ubuntu หรือ อิงตามโครงการแต่ละโครงการ

กรณีเลือกแปลโดยอิง Ubuntu

กรณีที่คุณต้องการเลือกแปลตามเวอร์ชั่นของ Ubuntu ให้คลิกเลือกที่ Ubuntu เวอร์ชันล่าสุดเลยครับ

launchpad-translate-ubuntu

ที่หน้านี้คุณจะเห็นรายชื่อของภาษาต่างๆ ยาวพรืดดดดดด เลยครับ ก็มองหาภาษาไทยแล้วจิ้มลงไป แค่นั้นครับ

launchpad-language-list

รายชื่อโปรแกรมต่างๆ พร้อมสถานะการแปลภาษาไทยของโปรแกรมนั้นจะถูกแสดงขึ้นมา เล็งโปรแกรมที่ชอบ แล้วคลิกเลย

launchpad-program-list

คุณจะเข้ามาในหน้าการแปลข้อความของโปรแกรมที่คุณเลือกครับ

launchpad-project-page

สังเกตุที่มุมขวาบน คุณจะเห็นตัวกรองข้อความที่จะช่วยให้คุณเลือกข้อความขึ้นมาแปลได้ง่ายขึ้น

launchpad-filter-translate

สำหรับวิธีการแปลนั้นให้ดูในแต่ละข้อความครับ จะเห็นข้อมูลต่างๆ ตามภาพ ถ้าแปลเรียบร้อยแล้วก็กด Save & Continue ได้เลย

  • English: ข้อความภาษาอังกฤษ
  • Current Thai: ข้อความภาษาไทยที่ใช้อยู่
  • Suggestions: ข้อความที่ถูกเสนอเข้ามา (ถ้าเห็นด้วยกับข้อความนี้ ก็คลิกเลือกที่ช่องข้างหน้าครับ)
  • New translation: ถ้าต้องการแปล ก็พิมพ์ลงในช่องนี้ครับ
  • Someone should review this translation: ถ้ายังไม่แน่ใจวาข้อความที่แปลถูกต้องหรือไม่ ให้เลือกช่องนี้ไว้ เพื่อให้มีคนเข้ามาตรวจสอบครับ
launchpad-translation

เมื่อคุณ Save ข้อความที่แปลแล้ว โปรแกรมจะส่งข้อความใหม่ของโปรแกรมที่คุณกำลังแปลอยู่ออกมาให้แปลเรื่อยๆ ถ้าต้องการจะหยุดแปลแล้วก็ Logout จาก Launchpad ได้เลยครับ

กรณีเลือกแปลโดยอิงโครงการ

กรณีที่คุณต้องการเลือกแปลโดยอิงโครงการ ให้คลิกลิงก์ตามภาพเลยครับ

launchpad-translate-project

รายชื่อโครงการต่างๆ จะถูกแสดงขึ้นมามากมายเลยครับ คลิกเลือกโครงการที่ชอบ

launchpad-project-list

รายละเอียดของโครงการที่เลือกจะแสดงขึ้นมา พร้อมภาษาที่คุณตั้งค่าไว้ครับ ให้คลิกลงไปที่ภาษาที่ต้องการแปล ส่วนวิธีแปลก็ย้อนกลับไปดูหัวข้อที่แล้วครับ

launchpad-toaster-overview

ที่มาทั้งหมดนี้ยังเพิ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแปล Ubuntu เท่านั้น รายละเอียดอื่นๆ ยังมีอีกมาก ถ้าคุณผู้อ่านท่านใดสนใจ ก็เข้ามาร่วมคุยกันในเมลลิ่งลิสต์นักแปล หรือ Ubuntuclub ได้เลยครับ

ที่มา: blognone.com

ผมเป็นคนนึงที่ไม่ชอบงานแปลภาษา เพราะตัวเองใช้ภาษาไทยได้เรื่องและภาษาอังกฤษก้อไม่ได้เรื่องเช่นกันดังนั้นผมเลยไม่ค่อยได้สนใจสักเท่าไร หลังจากที่เข้าร่วมโครงการบน LaunchPad.Net ในโครงการของ Ubuntu และ UbuntuClub ทำให้เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างในการสร้างการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและการแข่งขันระหว่าง Community ในแต่ละประเทศ ซึ่งการแข่งขันนี้ไม่ได้รุนแรงหรือร้ายแรงอะไร แต่ทำให้ผมรู้สึกเลยว่ามันเป็นการแสดงพลังและความเสียสละของแต่ละ Community ในประเทศนั้นๆ

Rosetta เป็นระบบช่วยในการแปลภาษาบนโปรแกรมต่างๆ ใน Ubuntu ซึ่งเป็นเว็บอินเตอร์เฟสง่ายต่อการแปลภาษาและข้อความที่ถูกแปลแล้วสามารถแปลซ้ำได้อีกหลายคนแล้วมาโหวดกันว่าคำแปลไหนที่อ่านแล้วเข้าใจและเหมาะสมที่สุดี่จะเอามาใส่ใน Ubuntu การแปลภาษานี้เป็นงานที่ใช้แรงงาน (ใช้แรงงานจริงๆ นะครับ) เรียกได้ว่าต้องกลายเป็นอาชีพที่สองคือการแปลภาษาบน Ubuntu เลยทีเดียว พี่เทพเคยบอกว่าการแปลภาษาในโปรแกรมต่างๆ เช่น Gnome, KDE และ โปรแกรมโอเพนซอร์สที่เราสนใจ เป็นก้าวแรกของการ Contribute เลยก้อว่าได้ สำหรับผมเองพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์สผมเป็นต้นน้ำเอง จึงมองไม่เห็นภาพของการ Contribute ในเรื่องของการแปลภาษาในโปรแกรมมากนัก ผมเห็นว่าเป็นเพียง Localization ทำให้มีหลายภาษาเท่านั้นเอง

แต่สำหรับ Ubuntu ไม่ใช่อย่างนั้น Ubuntu เป็นระบบปฏิบัติการที่ประกอบขึ้นมาจาก Free Software/Open Source Software หลากหลายตัว และรองรับภาษาได้หลากหลาย แต่การแสดงผลหลักที่ดีที่สุดตอนนี้ของ Ubuntu เองก้อคงหนีไม่พ้นภาษาฝรั่งเศส (ก้อมันแน่อยู่แล้ว) รองลงมาเป็นเยอร์มัน ผมดูเฉพาะการแปลที่เป็นสีเขียวๆ นะครับ หากดูโยรวมแล้ว ภาษาสเปน จะมาเป็นอันดับหนึ่ง แล้วภาษาไทนละครับ แปลได้เพียง 29.21% เท่านั้น เวียดนามเพื่อนบ้านเราอยู่ที่ 40.80% ญี่ปุ่นเป็นภาษาที่ยุ่งยากมีความก้าวหน้าในการแปลถึง 66.98% หากมองตัวเลขไม่ออกผมเอากราฟทั้งหมดทุกภาษาให้ดูดีว่าครับ


ข้อมูลการแปลใน Rosetta นี้จะเป็นข้อมูลแรก จากนั้นจึงรวมเข้ากับข้อมูลการแปลที่ต้นน้ำ แล้วสร้าง Package Locale ของ Ubuntu ในรุ่นถัดไป การแปลบน Rosetta และการแปลที่ต้นน้ำจึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จากที่ได้พูดคุยกับ Ubuntu Club ก้อได้มีการจัดอบรมการแปลมาแล้วถึง 2 ครั้งและจะมีครั้งต่อไปในวันที่ 29 เดือนพฤศจิกายน นี้ ซึ่งจะเป็นการแปลเข้าต้นนำ ของ Gnome Desktop ผมอยากเชิญชวนให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ไปกันเยอะๆ นะครับ

สืบเนื่องจากข่าวนี้ครับ เห็นแล้วก็ อดใจไม่ได้ อยากลองโปรแกรมของทาง Ubuntu ตัวนี้เสียเหลือเกิน ค้นหาข้อมูลดูเรื่อยๆ ได้วิธีติดตั้งมาแล้วครับ ผมลองแล้วด้วย ประทับใจมาก ชอบเลยครับ คิดว่าถ้ามี UMPC หน้าจอเล็กๆ คงต้องใช้เจ้า Ubuntu netbook ตัวนี้อย่างแน่นอน ส่วนวิธีติดตั้งเขาทำกันอย่างไรนั้น มาดูกันครับ

  1. ขั้นแรก ให้ติดตั้ง Ubuntu 8.04 ด้วยวิธีปกติไว้ในเครื่องก่อนนะครับ
  2. เปิด Ubuntu ขึ้นมาตามปกติครับ
  3. แก้ไข Repository ครับ เปิด Terminal ขึ้นมา สั่ง sudo gedit /etc/apt/sources.list
  4. เพิ่มบรรทัดนี้ลงไปครับ จะต้นไฟล์หรือท้ายไฟล์ก็ได้ ให้เป็นบรรทัดใหม่พอ deb http://ppa.launchpad.net/netbook-remix-team/ubuntu hardy main แล้วก็ เซฟครับ
  5. ยังอยู่ใน Terminal นะครับ สั่ง sudo apt-get update
  6. ทีนี้ขั้นตอนติดตั้งครับ สั่ง sudo apt-get install go-home-applet human-netbook-theme maximus ume-config-netbook ume-launcher window-picker-applet
  7. เสร็จแล้ว Restart เครื่องแล้วรอดูผลลัพธ์ได้เลยครับ

ส่วนวิธีเอาออกนี่ตัวใครตัวมันนะครับ หรือใครรู้ก็ฝากบอกที ผมเอาออกไม่เป็นเหมือนกัน
ที่มา: edge.launchpad.net

ใครที่เป็นมือใหม่ Ubuntu ที่กำลังใช้งาน Desktop Effect กันอยู่นะครับ วันนี้ ผมค้นหาสรุปวิธีใช้คีย์ลัดในการใช้งาน Desktop Effect คร่าวๆมาให้ครับ จะได้ใช้งาน Ubuntu และ Desktop Effect ให้สนุกยิ่งขึ้นครับ

คำอธิบาย:

  • Button1: คลิกซ้าย
  • Button2: คลิกปุ่มกลาง
  • Button3: คลิกขวา
  • Button4: หมุนลูกกลิ้งเมาส์ขึ้น
  • Button5: หมุนลูกกลิ้งเมาส์ลง
  • <Super>: ปุ่มที่มีเครื่องหมาย Windows
General
main_menu_key <Alt>F1 Open up the Gnome main menu.
run_key <Alt>F2 Bring up a dialog to run application.
close_window_key <Alt>F4 Close window.
unmaximize_window_key <Alt>F5 Restore a maximized window to original size.
minimize_window_key <Alt>F9 Minimize window.
maximize_window_key <Alt>F10 Maximize window.
slow_animations_key <Shift>F10 Show the animation in slow motion.
window_menu_button <Alt>Button3 Bring up window menu.
opacity_increase_button <Alt>Button4 Increase opacity of a window.
opacity_decrease_button <Alt>Button5 Decrease opacity of a window (More translucent)
run_command_screenshot_key Print Take screenshot of whole screen.
toggle_window_shaded_key <Control><Alt>s Shade/unshade a window.
show_desktop_key <Control><Alt>d Show desktop.
run_command_window_screenshot_key <Alt>Print Take screenshot of a window.
window_menu_key <Alt>space Bring up window menu.
     
Cube
unfold_key <Control><Alt>Down Unfold the cube (show 3 desktops in a row).
next_slide_key space Next desktop. (I don’t know how to activate this)
prev_slide_key BackSpace Previous desktop.
     
Rotate
rotate_right_key <Control><Alt>Right Switch to the right desktop.
rotate_right_window_key <Shift><Control><Alt>Right Switch to the right desktop with the active window.
initiate_button <Control><Alt>Button1 Rotate the desktops in 3D.
rotate_left_window_key <Shift><Control><Alt>Left Switch to the left desktop.
rotate_left_key <Control><Alt>Left Switch to the left desktop with the active window.
     
Resize
initiate_button <Alt>Button2 Resize window using mouse.
initiate_key <Alt>F8 Resize window using keyboard (press Enter to quit)
     
Move
initiate_button <Alt>Button1 Move window using mouse.
initiate_key <Alt>F7 Move window using keyboard (press Enter to quit)
     
Water
initiate_key <Control><Super> Turn on water effect. (My card doesn’t support it :( )
toggle_wiper_key <Shift>F8 Toggle wiper.
toggle_rain_key <Shift>F9 Toggle rain.
     
Switcher
next_all_key <Control><Alt>Tab Switch to next window for all desktops.
next_key <Alt>Tab Switch to next window for current desktop.
prev_key <Shift><Control><Alt>Tab Switch to previous window.
     
Zoom
zoom_in_button <Super>Button4 Zoom in manually .
initiate_button <Super>Button3 Zoom in once.
zoom_out_button <Super>Button5 Zoom out manually.
     
Scale
initiate_edge [TopRight] Show previews of all windows using mouse.
initiate_key Pause Show previews of all windows using keyboard.
     
Wobbly
snap_key <Shift> Snap window to the grid.

ที่มา: kombitz.com

Typo3 ซอฟต์แวร์ระบบ ECM ที่เขาว่ากันว่าสุดยอด (พยายามลองอยู่ แต่ยังใช้ไม่เป็น) แล้วก็ตัวมันเองมีวิธีติดตั้งที่ชวนงงมาก แต่ผมก็หาทางจนได้ล๊ะ เลยจะมาชวนให้ลองติดตั้ง Typo3 กันครับ (จริงๆแค่หาเรื่องจดไว้ กันลืม)

note ขั้นตอนเหมาะสำหรับผู้ที่พอติดตั้ง CMS บน Ubuntu เป็นบ้างแล้วนะครับ

  1. ขั้นแรกก็ ติดตั้ง Ubuntu Desktop ไว้ให้พร้อมก่อนเลยครับ
  2. เปิดเทอร์มินอลขึ้นมาครับ แล้วสั่งตามนี้เลย sudo apt-get update ; sudo apt-get upgrade
  3. สั่งต่อเลยครับ sudo apt-get -y install apache2 libapache2-mod-php5 php5-cli php5-common php5-cgi mysql-common mysql-server mysql-server-5.0 phpmyadmin
  4. จากนั้น เข้า phpmyadmin แล้วสร้อง database รอไว้เลยครับ
  5. กลับมาที่ Terminal ครับ สั่ง cd /var/www/
  6. โหลดโปรแกรม Typo3 จาก sourceforge ครับ sudo wget http://jaist.dl.sourceforge.net/sourceforge/typo3/dummy-4.2.1.tar.gz http://jaist.dl.sourceforge.net/sourceforge/typo3/typo3_src-4.2.1.tar.gz
  7. แตกไฟล์บีบอัดที่โหลดมาครับ sudo tar zxvf dummy-4.2.1.tar.gz ; sudo tar zxvf typo3_src-4.2.1.tar.gz
  8. ย้ายพาธไปไว้ที่สวยๆ หน่อย sudo mv dummy-4.2.2 cms
  9. เปิด Browser เข้าไปที่ http://localhost/cms
  10. รันตัวติดตั้งตาม Wizard ของ Typo3 ครับ

ที่เหลือจากนี้ตัวใครตัวมันครับ ผมก็ยังใช้ไม่เป็นเหมือนกัน :P

เห็นพี่ BigTux เขียนข่าว จับลีนุกซ์ใส่ทรัมฟ์พลังสูง เลยต้องออกมาเขียนบ้าง เพราะในข่าวเป็น Mandriva Linux อ่ะนะ ดังนั้น How-To นี้ขอ Ubuntu Live USB แบบเนื้อๆ ละกัน ซึ่งโดยหลักการของ Live CD และ Live USB ที่หลักการคล้ายๆ กันคือ การบีบอัด Linux ทั้งตัวลงใน squash file system แล้วค่อยๆ คลี่ออกมาใช้งานใน Memory และใช้ syslinux ในการ boot kernel เช่นเดียวกัน ดังนั้นการทำ Live CD และ Live USB สามารถใช้เทคนิคเดียวกันได้ แต่… ถ้าใช้ Live USB เรามาสร้างพื้นที่เก็บข้อมูลถาวร (persistent) กันด้วยดีกว่า ดีกว่าจะมา boot แล้วใช้งานแต่เก็บข้อมูลไม่ได้มาดูวิธีทำกันครับ
 
ก่อนอื่นเราต้องเตรียม USB Thumb Drive มีพื้นที่ 1 GB เป็นอย่างต่ำ และมีไฟล์ต้นฉบับของ Live CD ที่เป็น .iso ให้ mount loop ไฟล์ .iso ไปที่ /media/cdrom
 
# mount -o loop -tiso9660 ubuntu-8.04-desktop-i386.iso /media/cdrom
 
จิ้ม Thumb Drive แล้วใช้คำสั่ง fdisk -l เพื่อดูว่าอยู่ dev อะไร (ของผมอยู่ /dev/sdc ครับ) เอาเป็นว่าอ้างอิงกันง่ายๆ คือ sdx ตัว x ก้อคือ dev ที่ Themb Drive ของคุณ (a,b หรือ c อย่าดูผิดเป็นอันขาด!!)
 
จากนั้นสั่ง unmount Thumbdrive ของคุณด้วยคำสั่ง
 
# umount /dev/sdx
 
แล้วแบ่ง partition ของ Thumdrive ของคุณใหม่โดยแบ่งเป็น 2 partition, partition แรกเราจะเก็บข้อมูลของ Live CD, syslinux, kernel ฯลฯ และ partition ที่ 2 เราจะเอาไว้เก็บข้อมูลของเรา (persistent partition) แบ่ง partition โดยใช้คำสั่ง
 
#fdisk /dev/sdx
 
  • พิมพ์ p แสดง partition ที่มีอยู่แล้ว และพิมพ์ d ลบ partition ที่มีอยู่
  • พิมพ์ p อีกครั้งจะพบว่าไม่มี partition เหลืออยู่แล้ว
  • พิมพ์ n เพื่อสร้าง partition ใหม่
  • พิมพ์ p ระบุว่า partition ที่สร้างเป็น primary partition
    • พิมพ์ 1 สร้างเป็น partition แรก
    • กด enter ใช้ default 1st cylinder
    • พิมพ์ขนาดของพื้นที่ที่ต้องการคือ +750M
    • พิมพ์ a เพื่อให้ partition นี้ active
    • พิมพ์ 1 เลือก partition ที่ 1
    • พิมพ์ t เพื่อระบุชนิดขอว filesystem
    • พิมพ์ 6 เลือก filesystem เป็น fat16
  • พิมพ์ n อีกครั้งเพื่อสร้าง partition ที่ 2
    • พิมพ์ 2 เพื่อกำหนดว่า partition นี้เป็น partition ที่ 2
    • กด enter เพื่อเลือก default cylinder
    • กด enter เพื่อเลือก cylinder สุดท้าย
    • พิมพ์ w เพื่อบันทึก partition
 
เมื่อสร้าง partition เสร็จแล้ว Ubuntu จะพยายาม mount ให้อัตโนมัติ ให้ unmount partition ก่อนโดยใช้คำสั่ง
 
#umount /dev/sdx1
 
แล้วสั่ง format file system ใน partition แรกด้วยคำสั่ง
 
# mkfs.vfat -F 16 -n ubuntu8 /dev/sdx1
 
สั่ง unmount partition ที่ 2 ก่อนโดยใช้คำสั่ง
 
# umount /dev/sdx2
 
สั่งformat file system ใน partition ที่ 2 ด้วยคำสั่ง
 
# mkfs.ext2 -b 4096 -L casper-rw /dev/sdx2
 
จากนั้นเอา thumb drive ออกแล้วเสียบใหม่ Ubuntu จะ detect และ mount ให้อัตโนมัติ กลับไปที่ terminal ใหม่แล้วสั่งติดตั้ง syslinux mtools ด้วยคำสั่ง
 
# apt-get install syslinux mtools
 
จากนั้นติดตั้ง syslinux ใน partition แรกโดยใช้คำสั่ง
 
# syslinux -sf /dev/sdx1
 
จากนั้นพิมพ์
 
# cd /media/cdrom
 
คัดลอกไฟล์ที่จำเป็นในการใช้งาน ไปยังดังนี้
 
# cp -rfv casper dists install pics pool preseed .disk isolinux/* md5sum.txt README.diskdefines install/mt86plus /media/ubuntu8
 
จากนั้นกระโดดไปที่ thumb drive partition แรกของเราโดยใช้คำสั่ง
 
# cd /media/ubuntu8
 
ดาวน์โหลด syslinux.cfg มาจาก pendrivelinux.com โดยใช้คำสั่ง
 
# wget pendrivelinux.com/downloads/u8/syslinux.cfg
 
เราจำเป็นต้องลบ initrd.gz ออกก่อนเพราะ initrd ที่มากับ live cd ไม่สามารถทำ persistent ได้ โดยใช้คำสั่ง
 
# cd casper
# rm initrd.gz
 
จากนั้นดาวน์โหลด initrd มาติดตั้งใหม่ที่ pendrivelinux.comเช่นเคย โดยใช้คำสั่ง
 
# wget pendrivelinux.com/downloads/u8/initrd.gz
 
จากนั้น restart เครื่องแล้วตัั้งค่า BIOS ให้ boot จาก Thumb Drive แล้วเล่น Ubuntu Live USB แบบ Persistent ของคุณได้เลย
 

 

ไม่ทราบว่าท่านที่ใช้ Ubuntu กันอยู่จะพอทราบกันหรือไม่ว่า Firefox ที่เราใช้อยู่บน Ubuntu นั้น สามารถใช้ติดตั้งโปรแกรมได้ด้วย โดยปกติแล้ว เวลาเราจะติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมใน Ubuntu นั้น เราจะต้องใช้โปรแกรม Add/Remove หรือ Synaptic เพื่อช่วยในการติดตั้งโปรแกรม แต่ถ้าคุณกำลังท่องเว็บอยู่ แล้วเกิดอยากจะได้โปรแกรมสักตัวขึ้นมา คุณคงไม่อยากจะสลับหน้าโปรแกรมไปไหนใช่ไหมครับ ดังนั้น เราให้ Firefox ช่วยจัดการธุระเรื่องการติดตั้งโปรแกรมให้กับคุณดีกว่า

การติดตั้งโปรแกรมผ่าน Firefox นั้น คุณต้องมีชื่อโปรแกรมที่ต้องการจะติดตั้งไว้แล้ว ซึ่งแน่นอนว่า คุณคงจะเจอมันจากการท่องเว็บอยู่พอดี และเมื่อได้ชื่อโปรแกรมที่ต้องการจะติดตั้งแล้ว ให้พิมพ์ apt:package_name ลงไปในช่อง Address bar ของ Firefox เลยครับ เสร็จแล้ว Firefox จะถามคุณอีกครั้งว่าแน่ใจหรือไม่ที่จะติดตั้ง เมื่อคุณมั่นใจแล้วก็สามารถติดตั้งโปรแกรมผ่าน Firefox ได้เลยครับ

และครั้งต่อไป การท่องเว็บของคุณก็จะได้ไม่สะดุดครับ

วันนี้จะพามาเล่น Easter egg อีกอันของ Gnome นะครับ เป็นของเล่นขำๆครับ ถ้าใครเคอลองปรับ Applet ของ Panel เล่น คิดว่าน่าจะเคยเห็นปลาตัวนึงที่อยู่ใน Panel แต่วันนี้ เราจะไม่ขังปลาไว้ใน Panel อีกต่อไปครับ ตามชื่อหัวข้อเลย “ปล่อยปลากัน” ให้มันได้มาโลดแล่นอยู่บนหน้าจอเราครับ

วิธีครับ

  • กด Alt+F2
  • พิมพ์ลงไปว่า free the fish แล้ว Enter เลยครับ
  • เสร็จแล้วครับ ลองสังเกตุด้านซ้ายของจอ จะเห็นปลาออกมาแหวกว่ายแล้วครับ

ปล. วิธีจับปลากลับไปขังไม่รู้ทำไงเหมือนกันครับ ใครรู้วานบอกครับ