ค้างเรื่อง RAID 10 มาระยะนึงแล้วตั้งใจว่าจะเขียนตั้งนานละไม่ได้เขียน เรื่องของเรื่องคือ Ubuntu เวลาติดตั้ง RAID มักจะลงเอยด้วยการ boot ไม่ขึ้นและติดตั้งได้เพียง RAID 0,1 และ 5 เท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นอาการหลักเลยล่ะ ลองไปค้นๆ พบคำตอบที่น่าสนใจเลยได้โอกาสมาเขียนเล่าสู่กันฟัง สักครั้ง ปัญหาที่เขาพบก้อคล้ายๆ กับปัญหาที่ผมพบเช่นกันคือ ติดตั้งไปแล้ว boot ไม่ได้แต่วิธีการแก้ไขมันมีครับ คือใช้ Live CD ช่วยอีกแรง อันดับแรกมาวางแผน partition กันก่อน ใช้โปรแกรมจัดการ partition ง่ายๆ อย่าง cfdisk (มันใช้ง่ายอ่ะนะ) สร้าง partition ขนาด 50 MB ก่อนใน ฮาร์ดดิสก์ลูกแรก (ลืมบอกไปว่ามี 4 ลูก) เป็น /boot จากนั้นสร้าง partition ที่เหลือเป็น RAID อ้ออย่าลืมใส่ swap ขนาด 1 GB ไว้ทุกๆ ฮาร์ดดิสก์ เพื่อความสามารถในการจัดการ SWAP เราจะได้โครงสร้าง partition ดังภาพ

จากนั้นติดตั้งโปรแกรมจัดการ RAID เพื่อตั้งค่า RAID อีกทีโดยใช้คำสั่ง

#apt-get install mdadm

จากนั้นสร้าง RAID device ขึ้นมากำหนดให้เป็น raid10 โดยใช้คำสั่ง

#mdadm -v –create /dev/md0 –level=raid10 –raid-devices=4 /dev/sda2 /dev/sdb1 /dev/sdc1 /dev/sdd1

จากนั้นสั่งสร้าง File System และ Format ก่อนเพราะตัวติดตั้งของ Ubuntu จะไม่เข้าใจว่ามันจพ Format Partition ยังไง ให้เราชิง Format มันก่อน และกำหนดให้เป็น XFS
สาเหตุที่ใช้ XFS เพราะว่า File System แบบนี้มีประสิทธิภาพในการจัดการไฟล์ได้ดีกว่า ext3 จากนั้นสร้าง link สำหรับ RAID Device เพื่อให้ Ubuntu เข้าใจ เพราะ device md0 ที่เราสร้าง
จะหาไม่เจอตอนที่เราติดตั้ง Ubuntu ก้อเปลี่ยนเป็น sde ซะ เริ่มจากสั่งสร้าง XFS กันก่อน

#mkfs.xfs /dev/md0

สร้าง link เพื่อบอกให้ตัวติดตั้งมองเห็น

#ln /dev/md0 /dev/sde

จากนั้นติดตั้ง Ubuntu ได้เลยครับ กำหนดให้ /boot (sda1) ของเราเป็น ext3 นะครับ และตั้งค่า swap ให้ทุกๆ partition ที่เป็น swap สำหรับ partition อื่นๆ อย่าเลือกให้ reformat นะครับเพราะเราชิง format มันเป็น XFS ไปแล้ว จากนั้นเริ่มติดตั้งกันได้เลย หลังจากติดตั้งเสร็จให้ใช้ Live CD ต่อครับ มาติดตั้งโปรแกรมจัดการ RAID ให้ partition ที่เราติดตั้งกันต่อ เพราะมันจะมองไม่เห็น RAID ที่เราสร้างหลังจากที่เรา reboot และนี่คือตัวปัญหาที่มักจะพบกันบ่อย วิธีการติดตั้งโปรแกรมจัดการ RAID ให้คุณ chroot เข้าไปครับ แล้วติดตั้ง mdadm ด้วยคำสั่ง

#mkdir /myraid
#mount /dev/md0 /myraid
#mount /dev/sda1 /myraid/boot
#mount –bind /dev /myraid/dev
#mount -t devpts devpts /myraid/dev/pts
#mount -t proc proc /myraid/proc
#mount -t sysfs sysfs /myraid/sys
#chroot /myraid
#apt-get install mdadm
#exit

ทีนี้เราก้อ reboot เครื่องกันได้แล้ว อ้อมีคำสั่งที่น่าสนใจ อยู่นิดนึงว่า partition ไหนอยู่ใน ฮาร์ดดิสก้อไหนคำสั่งที่ใช้คือ

#cat /proc/mdstat

นี่แหละครับ หากเกิดปัญหาแล้วต้องการ mount RAID จาก Live CD คุณต้องติดตั้ง mdadm ก่อนเพื่อจะสั่งให้ RAID ทำงาน ด้วยคำสั่งดังนี้

$sudo su
#apt-get install mdadm
#mdadm –assemble /dev/md0

จากนั้นเราก้อ mount RAID ได้แล้ว อ่านเพิ่มเติม หากไม่เข้าใจ

Redmine เป็นระบบบริการจัดการโครงการซอฟต์แวร์บนเว็บไซต์ คล้ายๆ กับ SourceForge.Net และ LaunchPad นั่นแหละครับ แต่ที่แน่ๆ เจ้าตัวนี้เขียนบน rails ดังนั้นตัวมันจึงเล็กเอามากๆ นอกจากจะเล็กกระทัดรัดแล้วยังมีคุณสมบัติที่รองรับการทำงานแบบ team colloration สนับสนุน file release system version control plug-in และคุณสมบัติอื่นๆ อีกมากมาย

วิธีติดตั้งแบบง่ายๆ และ รวดเร็ว

1. ติดตั้งโปรแกรมที่เราต้องใช้กันก่อน ด้วยคำสั่ง 

aptitude install rails libmysql-ruby ruby rake rubygems

2. ติดตั้ง MySQL Server เพื่อเก็บข้อมูลโครงการ

aptitude install mysql-server

3. ดาวน์โหลด RedMine มาจาก RubyForge แล้วคลี่ไฟล์ไปไว้ที่ไหนสักที่อาจเป็น /home/redmine ก้อได้ครับ

wget http://rubyforge.org/frs/download.php/39477/redmine-0.7.3.tar.gz

4. สร้าง Database อย่างรวดเร็ว ด้วยคำสั่ง (ตรงตัวเอียงๆ ก้อเปลี่ยนให้ตรงกับเที่ตั้งค่าไว้ตอนติด MySQL นะครับ)

mysql -u root -proot-password -e "create database redmine character set utf8"

5. แก้ไขไฟล์ config/database.yml

cd /home/redmine

cp config/database.yml.example to config/database.yml

6. แก้ไขข้อมูลการเชื่อมต่อ ที่ไฟล์ config/database.yml

production:
  adapter: mysql
  database: redmine
  host: localhost
  username: bduser
  password: bdpasswd

7. สร้างตารางข้อมูล

rake db:migrate RAILSENV="production"

8. ตั้งค่าพื้นฐานให้กับตารางเก็บข้อมูล

rake redmine:loaddefaultdata RAILSENV="production"

9. ตั้งค่า permission สำหรับการเขียนไฟล์ และ log

useradd redmine
mkdir tmp
chown -R redmine:redmine files log tmp
chmod -R 755 files log tmp

10. ทดสอบ โดย run WEBrick ด้วยคำสั่ง

ruby script/server -e production

11. เข้าระบบเบราส์ไปที่ http://localhost:3000 ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่าน คือ admin

ได้อานิสงฆ์มาจากการไปเรียน Training 11 คุณครูหมีเท็ดดี้บอกแว๊บๆ ว่ามีเครื่องมือในการสร้าง Meta Package ได้ง่ายๆ ผมเองก้อไม่ได้สนใจอะไรเพราะชอบ build deb แบบดุ้นๆ เพิ่งจะมาได้ดูเมื่อ 2 วันที่แล้วนี่เอง ลองเล่นดูก้อพบว่า เอ๊ะมันง่ายเกินไปหรือเปล่า เอาล่ะโปรแกรมที่ช่วยเราทำ Meta Package แบบง่ายๆ นี้ชื่อว่า equivs ใครยังไม่มีก้อติดตั้งได้เลยครับ

$ sudo apt-get install equivs

สำหรับการใช้งานก้อไม่ยากครับ equivs จะมีเครื่องมือสร้าง control file คล้ายๆ กับการสร้างไฟล์ spec ไฟล์ของแพคเกจแบบ RPM แต่ไฟล์ที่ได้นี้จะ compile ได้ด้วย equivs ไม่ได้ครับ เรามาลองสร้าง control ไฟล์กันก่อนครับ สั่งสร้าง control ไฟล์โดยใช้คำสั่ง

$ equivs-control package-thai-setup.ctl

ลืมบอกไปว่าเราจะสร้างแพคเกจติดตั้งภาษาไทย ฟอนต์ และอื่นๆ ในไฟล์ package-thai-setup.ctl ที่เราได้ก้อจะมีหน้าตาอย่างนี้ครับ

### Commented entries have reasonable defaults.
### Uncomment to edit them.
Section: misc
Priority: optional
Standards-Version: 3.6.2

Package: <package name; defaults to equivs-dummy>
# Version: <enter version here; defaults to 1.0>
# Maintainer: Your Name <yourname@example.com>
# Pre-Depends: <comma-separated list of packages>
# Depends: <comma-separated list of packages>
# Recommends: <comma-separated list of packages>
# Suggests: <comma-separated list of packages>
# Provides: <comma-separated list of packages>
# Replaces: <comma-separated list of packages>
# Architecture: all
# Copyright: <copyright file; defaults to GPL2>
# Changelog: <changelog file; defaults to a generic changelog>
# Readme: <README.Debian file; defaults to a generic one>
# Extra-Files: <comma-separated list of additional files for the doc directory>
Description: <short description; defaults to some wise words>
 long description and info
 .
 second paragraph

ซึ่งเป็น template ง่ายๆ ให้เราแก้ไขได้ เอาล่ะสิ่งที่เราต้องทำคือใส่ชื่อแพคเกจ เวอร์ชั่น ใครเป็นคนดูแล เพคเกจนี้ต้องมีแพคเกจอะไรบ้าง (ในส่วน depends) กำหนด Architecture, Copyright และใส่รายละเอียดว่าแพคเกจที่เราสร้างคือแพคเกจเกี่ยวกับอะไร ผมใส่รายละเอียดได้แบบนี้ครับ

### Commented entries have reasonable defaults.
### Uncomment to edit them.
Section: misc
Priority: optional
Standards-Version: 3.6.2

Package: package-thai-setup
Version: 1.0ubuntu1
Maintainer: Anuchit Chalothorn <anoochit@gmail.com>
# Pre-Depends: <comma-separated list of packages>
Depends: language-pack-th-base, language-pack-th, language-pack-gnome-th-base, language-pack-gnome-th, language-support-fonts-th, language-support-input-th, language-support-translations-th, language-support-writing-th
# Recommends: <comma-separated list of packages>
# Suggests: <comma-separated list of packages>
# Provides: <comma-separated list of packages>
# Replaces: <comma-separated list of packages>
Architecture: i386
# Copyright: <copyright file; defaults to GPL2>
# Changelog: <changelog file; defaults to a generic changelog>
# Readme: <README.Debian file; defaults to a generic one>
# Extra-Files: <comma-separated list of additional files for the doc directory>
Description: setup for Thai language package
 This package for Thai language package setup for all Thai locale, input method and display.

จากนั้นก้อ สั่ง compile package กันได้เลยโดยใช้คำสั่ง

$ equivs-build package-thai-setup.ctl

เราก้อจะได้ไฟล์ package-thai-setup_1.0ubuntu1_i386.deb ออกมาแล้ว หากเราสั่งติดตั้งแพคเกจนี้ ตัวติดตั้งก้อจะดาวน์โหลดแพคเกจที่เป็น depends มาให้เรา ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างแพคเกจ .deb แบบง่ายสุดๆ ซึ่งสามารถใช้งานได้กับ debian และ ubuntu เลยล่ะ :)

หลังจากไปงาน release party หลายคนบอกว่า Ubuntu 9.10 นี้เป็น โดอาล่ามีกรรม เท่าที่ผมสอบถามจากเพื่อนที่ทำงานลงได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จาก 5 เครื่องลงได้เพียง 2 เครื่อง ก็เลยต้องจำใจใช้ 9.04 ต่อไป เมื่อวาน @gumara ฟอร์เวิร์ดเมล์มาจาก Jeroen ให้ลองทดสอบ kernel ใหม่ที่อาจแก้กรรมของโคอาล่าตัวนี้ได้ ผมได้ลองทดสอบแล้วครับว่า ความรู้สึกมันเร็วขึ้นมาจริงครับ :) คำแนะนำที่ Jeroen ส่งมาให้มีดังนี้

sudo add-apt-repository ppa:ubuntu-boot/ppa
sudo apt-get update
sudo apt-get dist-upgrade

คำสั่งข้างต้นเป็นการติดตั้ง upgrade kernel แกมบอกว่า boot 2 รอบ รับรองเร็วจริง |o| ใครอยากทดสอบลองดูได้ครับ เพิ่ม bootchart มาให้ดูครับ :)

ผมพยายามหา package manager เจ๋งๆ มาใช้งานทั้งตัว package และตัวโปรแกรมที่ทำหน้าที่ sync และ update package บนเครื่อง server และเครื่อง desktop ได้ซึ่งตอนนี้ผมจับ 4 distro หลักคือ openSolaris, Debian, Ubuntu และ Fedora เอาเป็นว่ายุบรวมเหลือเพียง 2 package manager ละกันครับ ซึ่งลักษณะการ fetch package คล้ายคลึงกันคือ การสร้าง database repo (meta data ของ package ที่มีอยู่ใน repo server ที่เราเลือกเอาไว้) อยู่ในเครื่องเรา กับไม่ได้สร้าง database repo ในเครื่องเรา วิธีการสังเกตง่ายๆ คือ การค้นหาหรือติดตั้งโปรแกรมที่เคยติดตั้งไปแล้ว (กรณีที่เก็บ package เป็น archive ไว้) package manager จะติดตั้งหรือค้าหาได้ทันที ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อ internet เพื่อเข้าไป fetch ของ database repository อีกรอบหนึ่ง

ซึ่ง aptitude เป็น package manager ที่ชอบเก็บ database repo ข้อดีก้อคือกรณีเกิดการ broken database บน repo server เราสามารถใช้ repo database ในเครื่องเราสืบค้นข้อมูล package ได้ ซึ่งแตกต่างจาก yum ซึ่งพบใน fedora และ delivered distro ของ fedora เจ้าโปรแกรม yum เป็นส่วนเสริมในการจัดการ package rpm ซึ่ง yum ไม่เก็บข้อมูล repo database ในเครื่องเรา เวลาติดตั้งหรือค้นหา package ต้อง fetch หาจาก repo server ซึ่งค่อนข้างจะมีน้อยและกระจัดกระจาย ด้วยการจัดการ repo database แบบนี้ทำให้ yum ก้อมีข้อดีอย่างหนึ่งคือเราจะได้ข้อมูล package ที่สดใหม่อยู่ตลอดเวลา และรู้ว่าอะไรควรจะอัพเดทหรือไม่อัพเดท แต่ข้อเสียคือมันต้องใช้ internet คลอดเวลาค้นหา package ที่เราจำชื่อไม่ค่อยจะได้ อันนี้ผมเป็นบ่อยเพราะผมชอบค้นใน repo มากกว่าการนั่งเดาชื่อ package หรือชื่อโปรแกรมที่ผมจะติดตั้ง ซึ่งกรณีเกิด broken repo database บน repo server ก้อเตรียมทำใจได้เลยครับ เพราะจะ fetch อะไรไม่ได้และก้อต้องจำใจใช้ โปรแกรมเก่าๆ ต่อไป

เอาล่ะแล้วจะมี package manager ที่ผมชอบบ้างมั๊ย เท่าที่ลองเล่น หลายๆ distro รวมถึง opemSolaris ด้วยแล้วก้อมีจุดดีจุดเด่นแตกต่างกัน ด้วยลักษณะการจัดการ repo server และข้อมูล meta data ที่เก็บด้วย แต่ผมมีโครงสร้าง meta data ที่น่าสนใจอยุ่ตัวหนึ่งลองมาดูกันมั๊ยครับ

<dict>
    <key>bundleIdentifier</key>
    <string>com.nullriver.iphone.Launcher</string>
    <key>name</key>
    <string>Launcher</string>
    <key>version</key>
    <string>0.2</string>
    <key>location</key>
    <string>http://iphone.nullriver.com/zips/Launcher-0.2.zip</string>
    <key>size</key>
    <string>14581</string>
    <key>description</key>
    <string>A simple third party application launcher.</string>
    <key>scripts</key>
    <dict>
        <key>preflight</key>
        <array>
            <array>
                <string>If</string>
                <array>
                    <array>
                        <string>InstalledPackage</string>
                        <string>com.kroo.mobilelauncher</string>
                    </array>
                </array>
                <array>
                    <array>
                        <string>AbortOperation</string>
                        <string>Please uninstall MobileLauncher first.</string>
                    </array>
                </array>
            </array>
        </array>
        <key>install</key>
        <array>
            <array>
                <string>CopyPath</string>
                <string>Launcher.app</string>
                <string>/Applications/Launcher.app</string>
            </array>
            <array>
                <string>CopyPath</string>
                <string>DisplayOrder.plist</string>
                <string>/System/Library/CoreServices/SpringBoard.app/DisplayOrder.plist</string>
            </array>
        </array>
        <key>uninstall</key>
        <array>
            <array>
                <string>RemovePath</string>
                <string>/Applications/Launcher.app</string>
            </array>
        </array>
    </dict>
</dict>

ข้างบนเป็นกรณีศึกษาของผมคือ plist ของ Nullriver Installer บน iPhone นะครับ เจ้า Nullriver Installer นี้ฮิตมากเพราะทำงานคล้ายๆ กับ synaptic คือติดโปรแกรมผ่านทาง internet ได้อ้อถ้ามีเครื่องใน office ก้อติดผ่าน wifi ได้ครับ เจ๋งมั๊ย และที่สำคัญไฟล์ package ที่เอามาติดตั้งไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เครื่อง repository ก้อได้ (ตัวหนา) คือเครื่อง repo server ที่อยู่ใน office เป็นเพียง meta data (repo database) เท่านั้น จะติดตั้งก้อวิ่งไป download package เพื่อเอามาติดตั้งอีกที แต่ Nullriver Installer ไม่ได้ทำงานแค่นี้มันยังสามารถเก็บ repo database ในเครื่อง iPhone ด้วย นั่นหมายความว่าคุณสามารถ browse repo ได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อ internet อันนี้สิครับเจ๋งจริง แต่ด้วยความที่โครงสร้างของตัว repo server และ package list (plist) สามารถสร้างและแก้ไขได้ง่าย ทำให้เกิดธุรกิจทำ repo ของ iPhone โดยใช้โครงสร้าง repo ของ Nullriver เยอะมาก ปัญหาที่ตามมาคือ package ซ้ำซ้อนกันไงครับ เอาล่ะปัญหานี้กำลังถูกแก้ไขโดยโครงการ AppTapp ของ Nullriver นั่นแหละครับ ซึ่งอาจแฝงการตลาดเข้าไปด้วยก้อได้อันนี้ผมไม่ทราบนะครับ :) ว่าจะมีหรือเปล่า แต่ที่แน่นอนคือ Nullriver Installer หรือ AppTpp ในอนาคตเป็นที่น่าจับตามองครับ สำหรับ package manager บน android ผมยังไม่ได้ดูเลยครับว่าเป็นยังไง ใครพอจะทราบก้อบอกเล่าแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ครับ :)

 

Ubuntu 10.10 ชื่อเล่น Maverick Meerkat เปิดตัวมาแล้วได้สักพักนึงแล้วคิดว่าหลายท่านคงได้ทดสอบและติดตั้งกันไปบ้างแล้วและได้พบความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างในรุ่นนี้ คิดว่าคงเป็นที่ถูกใจผู้ใช้กันมากขึ้น แต่หลังจากติดตั้ง Ubuntu ไปแล้วยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกหลาย

  1. อัพเดท
    หลังจากติดตั้ง Ubuntu ทุกครั้งเราควรอัพเดท เนื่องจากซอฟต์แวร์จะมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก

  2. ติดไดรเวอร์การ์ดจอเพื่อเล่น 3D
    ถ้าอยากเล่น Desktop Effect ได้เนียนขึ้นต้องติดตั้ง ไดรเวอร์การ์ดจอ เพื่อเล่น 3D Effect ได้เนียนขึ้น ซึ่ง Ubuntu จะค้นหาไดรเวอร์ให้เราอัตโนมัติ

  3. ตั้งค่า Ubuntu One เพื่อ Sync ไฟล์
    Ubuntu One เป็นบริการพื้นที่เก็บข้อมูลบน Cloud ที่ให้พื้นที่ 2GB กับผู้ใช้ฟรีๆ Ubuntu One นอกจากจะ Sync ไฟล์ที่อยู่ในเครื่องได้แล้วยังสามารถเก็บเพลงจาก Ubuntu One Music Store, Firefox Bookmark, Tomboy Note, Evolution Contact ได้อีกด้วย

  4. ติดตั้ง Ubuntu Tweak ทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น
    Ubuntu tweak เป็นเครื่องมือในการจัดการ Ubuntu ให้ตรงใจมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติม ปรับแต่งพื้นโต๊ะหรือแม้กระทั่งลบไฟล์ที่ไม่ได้ใช้ในเครื่องออก

  5. ติดตั้งโปรแกรมเด็ดๆ เพิ่มเติมจาก Software Center
    Software Center เป็นโปรแกรมที่ใช้จัดการติดตั้ง/ถอดกอนโปรแกรมต่างๆ ที่อยู่ใน Ubuntu คุณสามารถติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมได้ง่ายๆ มีโปรแกรมให้เลือกหลากหลายกว่า 3,000 โปรแกรม

  6. ติดตั้ง Browser เพิ่มเติม
    หากคุณต้องการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ในการท่องเว็บ คุณสามารถติดตั้ง Google Chrome หรือ Opera เพิ่มเติมได้

  7. ติดตั้ง indicator เพิ่มเติม
    Ubuntu มี indicator applet หลายตัวที่คุณสามารถเพิ่ใลงในพาเนลได้ นอกจากจะเพิ่มความสวยงามแล้วยังทำให้คุณทำงานได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

  8. เพิ่ม Gmail, Thunderbird, Google Voice และอื่นๆ ลงใน messaging menu
    คุณสามารถเพิ่มบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Gmail, Thunderbird, Google Voice ลงใน messaging menu เพื่อไม่ให้คลาดการติดต่อสำคัญๆ ของคุณ

  9. ติดตั้ง Nautilus Elementary
    Nautilus เป็นโปรแกรมจัดการไฟล์บน Ubuntu ซึ่งออกจะรกรุงรังคุณสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างของ Nautilus ได้โดยการติดตั้ง Nautilus Elementary ซึ่งจะทำให้ Nautilus ของคุณดูไม้รกแล้วยังสามารถปรับแต่งได้อย่างอิสระและสวยงามอีกด้วย

  10. ใช้งาน Ubuntu ให้สนุก
    หากคุณติดตั้ง Ubuntu และปรับแต่งจนถูกใจแล้วก็ขอให้ใช้ Ubuntu อย่างสนุกและมีความสุขครับ ;)

เพิ่มอีก 2 ข้อสำหรับชาวไทย

  1. ติดตั้ง Language Support
    ติดตั้ง Language Support ในส่วนภาษาไทยเพิ่มเติมคุณจะพบว่า ภาษาไทยบน Ubuntu นั้นสวยงาม ไม่เพียงแต่อ่านเข้าใจง่ายยังช่วยให้คุณเริ่มต้นการใช้งาน Ubuntu ได้ง่ายขึ้น

  2. ติดตั้งคลังซอฟต์แวร์ของ Suriyan
    ติดตั้งคลังซอฟต์แวร์ของ Suriyan ที่ http://suriyan.in.th/repo/ คุณสามารถติดตั้งโปรแกรมเสริมได้อีกมากมาย เช่น ฟอนต์ภาษาไทย, ภาพพื้นหลัง หรือแม้กระทั่งแปลงร่าง Ubuntu ของคุณให้กลายเป็น Suriyan ได้เลย :)

สำหรับท่านที่ติดตั้ง Ubuntu 10.10 ไปแล้วต้องการติดตั้งแพคเกจเพิ่มเติมไม่ว่าจะเป็นฟอนต์ภาษาไทยกว่า 40 แบบ Search plugin สำหรับ Firefox โปรแกรมดิกชันนารี Stardict พร้อมฐานข้อมูลดิกชันนารี Lexitron สามารถใช้งานคลังซอฟต์แวร์ของ Suriyan ได้แล้ววันนี้ วิธีการใช้งานให้ติดตั้งแพคเกจ suriyan-repository1.1-1all.deb เพื่อติดตั้ง repository จากนั้นสั่ง apt-get update เพื่ออัพเดทรายการคลังซอฟต์แวร์ และติดตั้งเพคเกจต่างๆ ผ่าน Software Center ได้เลย สำหรับแพคเกจอื่นๆ จะทะยอยเข้าคลังซอฟต์แวร์เรื่อยๆ ครับ หวังว่าคลังซอฟต์แวร์ของ Suriyan จะช่วยให้คุณใช้งาน Ubuntu ได้ง่ายขึ้น

Canonical และนักพัฒนา Ubuntu ประกาศการออกรุ่น 10.10 รหัสพัฒนา Maverick Meerkat แล้ว ซึ่งรุ่นนี้ออกหลังจากรุ่น 10.04 LTS ไปเมื่อเดือนเมษายนที่แล้ว ในรุ่นนี้มีการอัพเดทซอฟต์แวร์หลายอย่าง ตัวอย่างเช่น รูปร่างหน้าตา ตัวติดตั้งตัวใหม่ และการสนับสนุนอุปกรณ์ใหม่ๆ ด้วย Ubuntu 10.10 มาพร้อมกับ Kernel รุ่น 2.32.0 ที่รองรับระบบไฟล์แบบใหม่อย่าง Btrfs Ubuntu Font ได้ถูกเลือกใช้เป็น Font หลักในการแสดงผลบนหน้าจอ ในส่วน Software Center มี Featured และ What’s new เพิ่มเข้ามา อ้อ คุณสามารถสั่งซื้อซอฟต์แวร์ผ่าน Software Center ได้แล้ว

Ubuntu 10.10 มาพร้อมกับโปรแกรมจัดการภาพถ่ายใหม่ชื่อ Shotwell ซึ่งมาแทน F-Spot และโปรแกรมอื่นๆ อีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น Evolution, Gwibber, Brasero, Firefox, Transmission, BitTorrent และ OpenOffice.org สำหรับท่านที่ใช้ Ubuntu รุ่นก่อนหน้านี้สามารถอัพเดทเป็นรุ่นปัจจุบันได้โดยใช้คำสั่ง update-manager -d สำหรับรุ่นต่อไปของ Ubuntu คือ Ubuntu 11.04 รหัสพัฒนา Natty Narwhal กำหนดออกในเดือนเมษายนปีหน้า ใครยังไม่มี Ubuntu 10.10 ดาวน์โหลดได้ที่ releases.ubuntu.com ครับ

Ubuntu 10.10 ออกรุ่น Alpha3 เป็นที่เรียบร้อยตามกำหนดการณ์ที่วางไว้ เท่าที่ลองใช้งาน ยังไม่เห็นความแตกต่างใดๆ จาก 10.04 มากนักครับ ที่เห็นตอนนี้ก็จะมี

  • ปุ่มปรับเสียงที่ Notification area ที่สามารถควบคุม Rythmbox ได้แล้ว
  • ที่โฟลเดอร์ต่างๆ เมื่อถูกแสดงใน Nautilus จะมีปุ่มให้ Sync เข้า Ubuntu One ทุกโฟลเดอร์
  • Software center ปรับใหม่ ย้าย “ซอฟต์แวร์แนะนำ” ไปไว้ด้านล่าง พร้อมกับเพิ่ม “มีอะไรใหม่” ไว้คู่กัน
  • เพิ่มมุมองประวัติการใช้งานของ ศูนย์ซอฟต์แวร์ เข้ามาด้วย ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าเราติดตั้งหรือถอดถอนซอฟต์แวร์อะไรไปตอนไหนบ้าง
  • มีปุ่ม Get link จาก Ubuntu One สำหรับเพลงปัจจุบันที่เล่นอยู่ใน Rythmbox

ต้องการทดลองแนะนำโหลดที่ mirror.in.th ครับ เร็วปรู๊ดปร๊าด

ที่มา: http://ubuntuclub.com/node/2191

ปัญหาหน้าจอมืดหน้าจอค้างขณะบูตจากแผ่นติดตั้ง เกิดจากหลายสาเหตุซึ่งวิธีการแก้ปัญหาจะไล่เป็นกรณีไป ปัญหาที่พบกับเครื่อง Compaq และ HP เมื่อบูตจากแผ่นเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้งหรือบูต live cd ปกติ พบอาการค้างที่หน้า plymouth หรือ boot splash หรือหน้าจอดำ ให้เดาได้ว่าเกิดจากการเรียกใช้ acpi วิธีการแก้ไข ให้ปรับแต่งค่า option ก่อน boot ในหน้าจอเมนู กด F6 เลือก acpi=off จากนั้นให้ boot live cd หรือเลือก install ตามปกติ

อีกปัญหาหนึ่งเมื่อบูตจากแผ่นเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้งหรือบูต live cd ปกติ พบอาการค้างหน้าจอดำที่หน้า plymouth หรือ boot splash มีวิธีแก้ไข 2 วิธีคือ

  1. หาค่า resolution ต่ำสุดที่ plymouth จะแสดงผลได้
  2. ไม่แสดง plymouth เลย

วิธีที่ 2 นี้ง่ายที่สุดครับ ให้ปรับแต่งค่า option ก่อน boot ในหน้าจอเมนู กด F6 สังเกตที่ quiet splash — ให้ลบคำว่า quiet splash ออก แล้ว boot live cd หรือเลือก install ตามปกติ ถ้าทำถูกต้อง จะมีหน้าจอสีดำและตัวอักษรแสดงการ boot ในลำดับขั้นต่างๆ จนกระทั่งเข้าหน้าจอ desktop หรือหน้าจอติดตั้ง