ก็ คราวก่อนเราได้ติดตั้ง Color palette ให้กับ GIMP ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คราวนี้เราจะมาลองใส่ Color palette ให้กับ Inkscape กันดูบ้างครับ โชคดีนิดนึง เพราะในส่วนของไฟล์ Color palette ที่จะใช้กับ Inkscape นั้น จะเป็นไฟล์ .gpl เช่นเดียวกับที่ใช้ใน GIMP ครับ เพราะฉะนั้น สามารถนำมาใช้ด้วยกันได้สบายๆครับ ก็ ก่อนที่จะลงมือ ท่านใดยังไม่มีไฟล์ Color palette ก็หาโหลดเอาครับ ไปรื้อๆดูจาก How to ตอนเก่าก็ได้ ติดตั้ง Color palette

  1. ขั้นแรก เรียกไฟล์เบราเซอร์ก่อนเลยครับ กด Alt+F2
  2. พิมพ์ลงไปว่า gksu nautilus
  3. เปิดไฟล์เบราเซอร์ไปที่ /usr/share/inkscape/palettes/
  4. โยนไฟล์ลงไปในนั้นเลยครับ เพียงเท่านี้ก็ติดตั้งเสร็จแล้ว

เสร็จแล้วลองเรียก Inkscape ขึ้นมาเล่นดูครับ ที่ Color palette ด้านล่าง จะมีชุดสีที่เราติดตั้งลงไปให้เลือกใช้แล้วครับ ubuntu-roll
ที่มา: brushare.com

เผื่อว่าจะมีใครไม่รู้ Color pallet นั้นจะเปรียบได้กับจานสีที่ผสมสีไว้เรียบร้อยแล้ว เวลาจะใช้ก็หยิบสีใช้ได้เลยไม่ต้องผสมเอง ส่วนของ Color pallet สำหรับ GIMP นั้นจะเป็นไฟล์สกุล .gpl ครับ (เท่ห์โคตร) ก็เป็น text ไฟล์ที่บอกค่าสีธรรมดาๆนี่เอง ส่วนจะหา color pallet ได้จากไหนบ้างนั้น อันนี้ยังไม่อาจทราบได้ครับ

ส่วน Howto ตอนนี้จะมาแนะนำวิธีติดตั้ง Color pallet สำหรับ GIMP ใน Ubuntu ครับ (ใครใช้วินโดวส์ฝากมาเขียนแนะนำที) โดย Pallet ที่ใช้ จะเป็นชุดสี Ubuntu ครับป๋ม

ลงมือติดตั้ง โลดๆๆๆๆๆ

  1. ขั้นแรกดาวน์โหลด Pallet ก่อน ไปที่ https://wiki.ubuntu.com/Artwork/Official หรือไม่ก็ คลิกขวา Save as ลิงก์นี้เลยครับ
  2. เปิดโฟลเดอร์บ้านขึ้นมาครับ
  3. กด Ctrl+h 1 ที มันจะแสดงโฟลเดอร์ซ่อนขึ้นมา
  4. ให้เข้าไปที่ .gimp ครับ (ถ้ามีเลขเวอร์ชั่นก็เข้าไปที่เวอร์ชั่นนั้นๆครับ)
  5. แล้วเข้าไปที่โฟลเดอร์ pallettes อีกทีครับ
  6. จากนั้นก็เอาไอ้เจ้าไฟล์ .gpl ที่โหลดมา มาไว้ตรงนี้ซะ

ใช้งาน โลดๆๆ

  1. แน่นอนเลยว่า ขั้นแรกต้องเปิด GIMP
  2. ดูตรงพวก Dialog ที่เป็น Layer นะครับ
  3. ให้ add tab Pallette ขึ้นมาครับ (ดูเหมือนเมนูผมจะไม่ตรง อย่าได้ไปใส่ใจครับ)
    gimp-add-tab
  4. เราจะเห็น Color pallette ของ Ubuntu ที่ติดตั้งลงไปโผล่ขึ้นมาให้ใช้งานครับ ให้ดับเบิ้ลคลิกเรียกมันขึ้นมาใช้ได้เลย
    ubuntu-color-pallette

ลองเล่นดู แค่ขีดๆเขียนๆยังได้อารมณ์ Ubuntu คิดดูเอา

ที่มา: brushare.com

กระแส OpenOffice.org 3 กำลังแรง เดาเอาเองว่าน่าจะรวมมากับ Ubuntu 8.10 อยู่แล้ว ซึ่งผมเองก็ยังไม่ได้ลองเหมือนกัน สำหรับท่านใดที่เป็นแฟน Ubuntu แล้วอยากลองใช้งาน OpenOffice.org กันก่อนก็สามารถติดตั้งได้แล้วครับด้วยวิธีที่ไม่ยากจนเกินไปครับ ซึ่งแฟนๆ Ubuntu อย่างเราๆนี้ก็มีวิธีการให้เลือกใช้อยู่ถึง 2วิธีด้วยกันครับ ท่านที่สนใจสามารถทำตามไปด้วยกันได้เลยครับ

วิธีการแรก

  1. ลำดับแรก เปิด Terminal ขึ้นมาก่อนเลยครับ
  2. ลบ OpenOffice.org ตัวเดิมออกไปก่อน ด้วยคำสั่ง sudo apt-get remove openoffice.
  3. ดาวน์โหลด OpenOffice.org จากลิงก์นี้ครับ
  4. แตกไฟล์ที่ได้ทำการดาวน์โหลดมา ด้วยคำสั่ง tar -zxvf OOo3.0.0LinuxIntelinstallen-USdeb.tar.gz
  5. เข้าไปในโฟลเดอร์ที่ได้ทำการแตกออกมา cd OOO300m9nativepacked-1en-US.9358/DEBS/
  6. ติดตั้ง .deb ทั้งหมดที่มี สั่ง sudo dpkg -i *.deb
  7. เสร็จแล้วให้สั่ง cd desktop-integration
  8. ติดตั้ง .deb ต่อ sudo dpkg -i openoffice.org3.0-debian-menus3.0-9354_all.deb

เสร็จแล้ว ลองเรียกใช้งานเลย

วิธีที่สอง

  1. เปิดเทอร์มินอล แล้วแปลงร่างเป็น root ครับ สั่งsudo su
  2. เพิ่ม Repository ลงไป echo 'deb http://ppa.launchpad.net/openoffice-pkgs/ubuntu hardy main' >> /etc/apt/sources.list
  3. สั่งอัพเดทรายชื่อซอฟต์แวร์ apt-get update
  4. ออกจากการเป็น Root สั่ง exit
  5. เสร็จแล้วสั่งติดตั้งด้วยตัวติดตั้งโปรแกรมที่คุณถนัดเลยครับ

ใช้แล้วถูกใจไม่ถูกใจก็มาเล่าให้ฟังกันมั่งครับ

Chromium Browser เป็นโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ที่พัฒนาต่อมาจาก Google Chrome ครับ ซึ่งใครเป็นแฟน Ubuntu แล้วอยากจะใช้ Google Chrome อาจจะต้องตกระกำลำบากกันสักหน่อย ซึ่งทางออกนึงที่ดูจะง่ายหน่อยสำหรับผู้ใช้ Ubuntu ก็คือ CrossOver Chromium (เผื่อว่าใครไม่รู้ CrossOver คือ WINE เวอร์ชั่นขายครับ) ซึ่งเราสามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งได้ฟรี และง่ายดายมากๆครับ

วิธีการ

  1. ดาวน์โหลด CrossOver Chromium ที่นี่ครับ http://www.codeweavers.com/services/ports/chromium/ เลือกเวอร์ชั่นที่เป็น Ubuntu นะครับ
  2. ตัว Firefox จะถามว่า เราจะทำไรกับมัน ก็ให้เลือกเปิดด้วย Gdebi ครับ หรือจะโหลดให้เสร็จก่อนแล้วค่อยดับเบิ้ลคลิกเรียกก็ไม่ว่ากันครับ
  3. เสร็จแล้วก็สั่งติดตั้งไปตามกระบวนการครับ ไม่ได้ยากเย็นอะไร


เสร็จแล้วก็จะได้หน้าตาของตัวโปรแกรมตามนี้ครับ ไปลองเล่นกันดูครับ

จากข่าวเก่าที่ GIMP ออก 2.6 ออกมาแล้วเป็นที่เรียบร้อย แต่สำหรับผู้ใช้ Ubuntu นั้นจะยังไม่สามารถ apt-get มาใช้ได้ คงต้องรอกันอีกพักใหญ่ หรือไม่อาจจะมาพร้อม Ubuntu 8.10 ที่จะออกในปลายเดือนนี้ แต่ถ้าหากว่าแฟนๆ GIMP ท่านใดเกิดใจร้อนอยากจะได้ไว้เล่นก่อนใคร จะได้ไปโม้กับเพื่อนที่โรงเรียนได้ ก็เตรียมตัวติดตั้ง GIMP 2.6 กันได้ละครับ ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

เริ่มเลย

  1. เปิด Terminal ก่อนเลยครับ
  2. สั่ง sudo apt-get build-dep gimp เพิ่มติดตั้งโปรแกรมที่จำเป็นในการ Compile GIMP
  3. ดาวน์โหลด Source code ของซอฟต์แวร์ต่างๆ ดังนี้ครับ
    • babl from ftp://ftp.gimp.org/pub/babl/
    • GEGL from ftp://ftp.gimp.org/pub/gegl/
    • GIMP from ftp://ftp.gimp.org/pub/gimp/
  4. พอได้มาครบแล้ว ขั้นแรกให้แตกไฟล์ babl ก่อน
  5. เสร็จแล้วเตรียมติดตั้ง
    • cd เข้าไปที่โฟลเดอร์ที่แตกไฟล์ออกมาแล้ว สั่งตามด้านล่างเรียงไปเรื่อยเลยครับ
    • ./configure –prefix=/opt/gimp-2.6
    • make
    • sudo make install
  6. สร้าง binary ใน /opt/gimp-2.6 ให้พร้อมใช้ สั่งตามนี้โลด
    • export PATH=/opt/gimp-2.6/bin:$PATH
    • export LD_LIBRARY_PATH=/opt/gimp-2.6/lib
    • export PKG_CONFIG_PATH=/opt/gimp-2.6/lib/pkgconfig
  7. จัดการ GEGL ต่อ
    • cd เข้าโฟลเดอร์ GEGL ที่แตกออกมา สั่ง
    • ./configure –prefix=/opt/gimp-2.6
    • make
    • sudo make install
  8. ติดตั้ง GIMP เลย
    • cd เข้าโฟลเดอร์ GIMP ที่แตกออกมา สั่งตามนี้
    • ./configure –prefix=/opt/gimp-2.6
    • make
    • sudo make install
  9. ทดลองใช้ครับ เรียกโปรแกรมได้ที่ /opt/gimp-2.6/bin/gimp-2.6

ที่มา: brushare.com

ก็ ผมเองปกติถ้าต้องใช้ Virtual machine ปกติก็จะใช้ VMware (เพราะติด VirtualBox ไม่เป็น) เมื่อประมาณเดือนก่อน @winggundamth เอา VMware เวอร์ชั่น 2 มาโชว์ ก็มันน่าสนใจมากเลยพี่น้อง คือหน้า UI ของตัว Control มันเป็นเว็บอินเทอร์เฟสล่ะ ก็คิดว่าประโยชน์น่าจะสำหรับ Admin บ้านไกลไว้รีโมทผ่าน Browser เข้าไปใช้งาน

ที่นี้ก็ ตามหัวเรื่องครับ ก็จะมาแนะนำวิธีติดตั้งไอ้เจ้า VMware ที่ว่าบน Ubuntu ครับ

  1. ขั้นแรกก็ เข้าไปที่ http://www.vmware.com/products/server/ แล้วคลิกที่ Download Now ครับ ดาวน์โหลดเจ้า VM มาซะก่อน
  2. เราจะต้องมีแอคเคานท์ของเขาก่อนนะครับ ถึงจะโหลดมาใช้ได้ ถ้ายังไม่มีก็สมัครซะครับ (VMware ไม่ได้เป็นโอเพนซอร์สนะครับ อย่าลืม โหลดใช้ได้ฟรี เสียเวลาสมัครนิดหน่อย ไม่ได้ลำบากแต่อย่างใดครับ) ก็ ถ้าเข้าหน้าโหลดได้แล้วให้โหลดที่เป็นไฟล์ tar นะครับ rpm ไม่เอา
  3. ได้ไฟล์มาแล้วเปิดเทอรน์มินอลเลยครับ สั่ง sudo apt-get install linux-headers-`uname -r` build-essential xinetd
  4. แตกไฟล์ tar ที่โหลดมาด้วยครับจากนั้นก็ cd เข้าไปในโฟลเดอร์ที่แตกมาครับ สั่ง sudo ./vmware-install.pl
  5. ตัว installer จะถามคำถามนิดหน่อย ก็ให้ Enter ไปครับ แล้วก็ต้องมี Serial number ด้วยครับ ก็สมัครสมาชิกแล้วสามารถขอได้ครับ ก็กรอกให้ไปด้วยครับ
  6. หลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว ถ้าคุณใช้ค่า default ทั้งหมด สิทธิ์ที่จะใช้ในการ login หน้า control ของ VMware จะเป็นสิทธิ์ root ครับ แต่เราจะยังไม่มี password ของ root ครับ ดังนั้นให้ reset root password ก่อน สั่ง sudo passwd root แล้วก็ พิมพ์พาสเวิร์ดใหม่ลงไปครับ
  7. เสร็จแล้วเปิดเว็บเบราเซอร์โลดครับ เข้าไปที่ https://localhost:8333 หรือ https://localhost:8222
  8. เราก็จะพบหน้าตาของ VMware ที่ติดตั้งแล้วแบบนี้

เสร็จ จบ ขอให้โชคดีทุกท่านคับ

เคยไม๊ครับ ที่คุณใช้วินโดวส์แล้วมันเกิดพังขึ้นมา ทำอะไรไม่ได้ เข้าไม่ได้ ใช้งานไม่แต่ แต่เกิดว่ามีไฟล์สำคัญอยู่แล้วเกิดจะต้องใช้งานขึ้นมาอย่างเร่งด่วนเสียด้วยสิ จะทำยังไงดีล่ะ ก็ Howto นี้จะแนะนำเทคนิคเล็กๆ ในการใช้งาน Ubuntu เพื่อเข้าไปสำรองไฟล์จากวินโดวส์พังๆของคุณ ให้นำออกมาใช้งานได้ครับ แต่ให้ดี ถ้าเป็นไปได้ก็ใช้ ubuntu ไปเลยแหล่ะคับ ดีแล้ว

ขั้นแรก คุณต้องมีแผ่น ubuntu เสียก่อน อันนี้คงไม่แนะนำวิธีนะครับ เพราะมันง่ายมั่กๆ เมื่อมีแผ่นแล้วก็ บูตโลดครับ เลือกตัวเลือกแรก ตามภาพเลย

พอบูตเสร็จ เข้ามาในระบบแล้ว ให้เลือกเมนูนี้ครับ

เสร็จแล้ว คุณจะเห็นก้อนฮาร์ดดิสก์ หรือพาร์ทิชั่นต่างๆของคุณ ให้เล็งๆก้อนที่มีข้อมูลของคุณไว้ครับ

จากนั้นก็ ดับเบิ้ลคลิกเลย มันจะขึ้นกล่องเออเรอร์แบบนี้

ให้คลิกที่ Details ครับ มันจะมีรายละเอียดโผล่ขึ้นมา สังเกตข้อความที่เขียนว่า /dev/sda ครับ มันจะเป็นค่าของพาร์ทิชั่นของคุณ อาจะเป็น /dev/sda1 หรือ /dev/sdb2 อันนี้ขึ้นอยู่กับพาร์ทิชั่นของคุณครับ ดูแลัวจำไว้แล้วกันครับ

ได้ค่าแล้วเปิดเทอร์มินอล โดยไปที่ Applications > Accressories > Terminal แล้วพิมพ์คำสั่งว่า

sudo su

ต่อด้วย

mkdir /media/disk

สั่งต่อนะครับ

กรณถ้าพาร์ทิชั่นเป็น NTFS ให่สั่งว่า mount -t ntfs-3g /dev/sda1 /media/disk -o force
ถ้าเป็น FAT ให่สั่งว่า mount -t vfat -o umask=000 /dev/sda1 /media/disk

จากนั้น ubuntu จะแสดงโฟลเดอร์ของพาร์ทิชั่นที่เราต้องการขึ้นมาครับ จากนั้นก็ นำ Extenal harddisk หรือ Flash drive มาคัดลอกไฟล์ออกไปได้เลยครับ

    หลาย ๆ ท่านคงมีปัญหาในการใช้งาน Package บน Linux เนื่องจาก Linux ตระกูล  Redhat, CentOS , Fedora หรือ Linux รุ่นที่ใช้ระบบ Pakage นามสกุล .rpm (RedHat Package Manager) ซึ่งเป็นแพ็กเก็จของลีนุกซ์ Red Hat สามารถนำมาติดตั้งบน Ubuntu ได้โดยการแปลงไฟล์ จากนามสกุล .rpm เป็น .deb โดยใช้โปรแกรม alien แปลไฟล์ที่อยู่ในรูปแบบ .rpm เป็น .deb ซึ่งทำให้สามารถติดตั้งได้บน Ubuntu Linux ที่ใช้ระบบจัดการ Package แบบ .deb แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถติดตั้งได้ 100% นะครับ โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ ลองทำตามกันดูนะครับผม

– คุณสามารถติดตั้ง alien โดยใช้ระบบจัดการ Package Synaptic ของ Ubuntu

– คุณสามารถติดตั้งโปรแกรม alien ผ่าน Command Line โดยใช้คำสั่ง:

    $sudo apt-get install alien

– หลังจากคุณติดตั้งโปรแกรม alien แล้วเราจะมาเริ่มทำการแปลงไฟล์ .rpm เป็น .deb
  ผมไป Download .rpm มาไฟลฺ์ที่ต้องการ Convert มาไว้ที่ Desktop ของผมหลังจากนั้นเปิด
  Terminal พิมเพื่อเข้าสู่ Directory Desktop :

     $cd ~/Desktop

– เมื่อเข้ามาที่หน้าจอ Desktop แล้วก็ให้พิมพ์คำสั่งเพื่อแปลงไฟล์จาก .rpm เป็น .deb โดยใช้ Command:

     $sudo alien –k rpm-file-name.rpm

     หลังจากคุณใช้คำสั่งนี้โปรแกรม alien จะทำการเปลี่ยนแปลงไฟล์จาก .rpm เป็น .deb ซึ่งสามารถนำ Package
ดังกล่าวไปติดตั้งใน Ubuntu โดยใช้ Debian package installer ในการติดตั้ง โดยใช้ Command:

     $sudo dpkg –i deb-file-name.deb

     ถ้าคุณอยากได้่โปแกรม "alien" ที่ใหม่กว่าหรืออยากติดตามความเคลื่อนไหวและการพัฒนาของโปรแกรม "alien สามารถเข้าไปดูได้
โดย คลิ๊กที่นี่

เมื่อวานนั่งติดตั้ง Ubuntu ให้เจ้าเครื่องเล็กที่บ้าน ปรากฏว่าไม่ผ่าน บูตขึ้นมาได้ แต่เข้าไม่ถึงหน้าจอ Ubuntu เลยได้มาค้นหาวิธีกันหน่อย ก็เลยได้เอามาแนะนำกันครับ ในส่อนของการติดตั้งนั้น จะใช้ External CD หรือจะสร้างตัวติดตั้งไว้ใน USB Flash Drive ก็ตามสะดวกครับ ถ้าได้ตัวติดตั้งแล้วก็ มาเริ่มกันเลย

  1. บูต Ubuntu จนเข้าถึงเมนูต้อนรับตามปกติที่ให้เลือกว่าจะ Install Ubuntu หรือจะเช็คซีดีนั่นละครับ ทีนี้ ให้กด F6 จากนั้น พิมพ์ต่อท้ายไป ตามด้านล่างนี้ครับ แล้วบูตเข้าตัวติดตั้งตามปกติ
    ide0=noprobe ide1=noprobe ide2=noprobe ide3=noprobe xforcevesa
  2. ติดตั้งไปตามปกติครับ
  3. แก้ไขค่า Config ของ Xorg นิดหน่อย สั่ง sudo gedit /usr/bin/compiz
    แก้ไขบรรทัดที่เขียนว่า
    WHITELIST="nvidia intel ati radeon i810 fglrx"
    เป็น
    WHITELIST="nvidia intel ati radeon i810 via"
  4. จากนั้นให้โหลดไฟล์ xorg.conf จาก http://feekes.googlepages.com/xorg.conf ไปเซฟทับไว้ที่ /etc/X11/xorg.conf

เท่านี้ครับ เรียบร้อยแล้ว ทีนี้เครื่อง HP mini ของคุณก็พร้อมใช้งาน Ubuntu และรัน Effect ลื่นๆแล้ว

Bzr Part#1 ตอน Bzr คือ

ช่วงนี้ได้ใช้ Bzr อยู่เรื่อยๆ ไม่ถึงกับถี่ แต่ก็คือได้ใช้แหล่ะ แล้วก็ ปัญหาเดิมๆที่พบคือ พอไม่ได้ใช้นานแล้วกลับมาใช้อีกที ลืมคำสั่งเรียบร้อย เลยเอามาเขียนเป็นซีรี่ส์ดีกว่า สำหรับตอนแรก ขอเริ่มที่เรื่อง Bzr คือ

Bzr เป็นชื่อย่อมาจาก Bazaar แปลว่าตลาดนัด แต่อันนั้นช่างมันเหอะ ส่วน Bzr ในซีรี่ส์เรื่องยาวของเรานี้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาซอฟต์แวร์ตัวหนึ่งครับ ซึ่งเครื่องมือประเภทนี้มีหลายตัว และ Bzr ก็เป็นหนึ่งในนั้น เครื่องมือประเภทนี้เขามีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Version Control System (VCS) ส่วนซอฟต์แวร์ที่เป็นที่นิยมใช้กันที่จะคุ้นๆหูหน่อยก็จะมี CVS, SVN

ความสามารถโดยทั่วไปของซอฟต์แวร์ระบบ VCS ก็จะประมาณนี้ครับ

  • เป็นที่เก็บเป็นแหล่งที่ไฟล์ข้อมูลถูกจัดเก็บเอาไว้ซึ่งมักจะอยู่บนเครื่องแม่ข่าย
  • ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลง การแก้ไขเอกสารในการควบการปรับปรุง แก้ไข
  • นำการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นพร้อมกันที่ไฟล์เดียวกัน จากผู้ใช้แต่ละคนมารวมกันให็เป็นการเปลี่ยนแปลงชุดเดียว
  • จัดเวอร์ชั่นของไฟล์เป็นชุดของการเปลี่ยนแปลง

ส่วน Bzr ของเรานี้ถือว่าเป็นน้องใหม่ในโลกของ VCS ครับ เพราะเพิ่งถูกพัฒนาขึ้นมาได้ไม่นานนัก แต่ก็สามารถมั่นใจได้ในคุณภาพของ Bzr ครับ เพราะถูกพัฒนาโดย Canonical ผู้ที่พัฒนา Ubuntu ของเรานี่เองครับ และ Bzr ก็ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อใช้งานกับการพัฒนา Ubuntu โดยเฉพาะครับ